โรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์
ที่มาของรูปภาพ http://www.yourhealthyguide.com/article/aj-gout.htm
ชื่อโรค
คำว่า เก๊าท์ (Gout) เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่แปลงมาจากภาษาลาตินว่า Gutta ซึ่งแปลว่าหยดน้ำ โดยมีผู้สันนิษฐานว่า ข้ออักเสบชนิดนี้เกิดจากสารพิษ "หยด" เข้าไปอยู่ในไขข้อ ซึ่งปรากฏว่าเป็นจริงในการแพทย์ปัจจุบัน กล่าวคือ สารพิษที่ทำให้เกิดโรคเก๊าท์ก็คือ กรดยูริกในเลือดนั่นเอง
กลุ่มโรค
ประเภทเกี่ยวกับข้ออักเสบหรือเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากร่างกายมีกรดยูริกสะสมอยู่ตามข้อมาก ทำให้เกิดอาการอักเสบ พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 9-10 เท่า ส่วนมากจะพบในผู้ชายอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป
ผู้ค้นพบ
ไม่พบแน่ชัด แต่มีนักวิทยาศาสตร์วิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตัวอย่างที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาวิจัยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเก๊าท์ อีกตัวอย่าง นักวิทยาศาสตร์ที่ MRC Human Genetics Unit ได้ศึกษาเรื่องนี้ พบยารักษาโรคเก๊าต์ และนักวิจัยกลุ่มสุดท้าย ศาสตราจารย์อลัน ไรท์ (Alan Wright) หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า และ บุไต แฮรี่ แคมป์เบลล์ (Harry Campbell) หนึ่งในคณะวิจัย กล่าวว่า ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเก๊าต์อยู่ที่ยีนนี้ซึ่งเป็นกรรมพันธุ์ และคิดค้นเครื่องมือรักษาโรคไว้ด้วย
ที่มาของรูปภาพ http://www.bangkokhealth.com/cimages/gout04.jpg
สาเหตุของการเกิดโรค
สาเหตุของโรคเก๊าท์ โรคเก๊าท์ (gout) ส่วนหนึ่งมาจากกรรมพันธุ์และอาหารก็เป็นส่วนสำคัญ โดยเฉพาะอาหารที่มีพิวรีนสูง ร่างกายก็จะไม่สามารถขับสารตัวนี้ออกมา จนสะสมเป็นกรดยูริค ทำให้เกิดอาการปวดข้อ นิ้วเท้าเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉลี่ยแล้วกรดยูริคจะตกผลึกเมื่อระดับของกรดยูริคในเลือดมากเกิน 6.8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถ้าร่างกายมีกรดยูริคสะสมมากกว่าปกติ เป็นระยะเวลานาน ก็จะไปตกตะกอนอยู่บริเวณรอบๆ ข้อ หรือภายในข้อ ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น
โรคเก๊าท์เกิดจากการที่มีระดับของกรดยูริคในเลือดสูง และไปตกเป็นผลึกเรียกว่า ผลึกยูเรท อยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ โดยเฉพาะที่ข้อ บริเวณใกล้ข้อและที่ไต การที่จะเกิดการตกเป็นผลึกยูเรทตามเนื้อเยื่อต่างๆ ได้นั้นขึ้นอยู่กับสองปัจจัย คือระดับกรดยูริคในเลือด และสภาพของเนื้อเยื่อ ซึ่งเอื้อให้เกิดการตกผลึกเป็นผลึกยูเรท สภาพของเนื้อเยื่อของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ระดับของกรดยูริคในเลือดยิ่งสูงเท่าไร โอกาสตกเป็นผลึกก็มากขึ้น บางคนระดับกรดยูริคในเลือดไม่สูงมาก แต่ก็เกิดการตกเป็นผลึกยูเรทได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อของคนคนนั้น เอื้ออำนวยให้เกิดการตกเป็นผลึกยูเรท โรคนี้พบได้บ่อย หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะได้รับประโยชน์มาก แต่หากไม่ได้รับการรักษา หรือได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง ผู้ป่วยอาจต้องพบกับการพิการทางข้อ และหรือไตวายเรื้อรังได้
อาการของโรค
อาการของเก๊าท์ที่สำคัญคือ ข้ออักเสบ มักเกิดที่บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า, ข้อเท้า เป็นต้น โดยข้อที่อักเสบ จะบวม แดง ร้อน และปวดมาก ชัดเจน (ถ้าข้อที่ปวด ไม่บวม แดง ร้อน หรือมีอาการไม่ชัดเจนให้สงสัยไว้ ก่อนว่าไม่ใช่เก๊าท์) โดยมากมักเป็นข้อเดียวและมีอาการอักเสบอยู่ประมาณ 5-7 วัน อาการจะค่อย ๆ ทุเลาไปได้เอง จนหายสนิท ระหว่างที่ไม่มีอาการ จะไม่มีความผิดปกติใด ๆ ให้เห็น เมื่อข้ออักเสบขึ้นใหม่ จะมีอาการเช่นเดิมอีก อาการจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นมากขึ้น อาการข้ออักเสบจะเป็นมากขึ้นหลายข้อมากขึ้น เป็นนานและรุนแรงขึ้น รวมทั้งเกิดปุ่มก้อนของยูริค สะสมมากขึ้น ผู้ป่วยระยะนี้มักมีไตวายร่วมด้วย
ที่มาของรูปภาพ http://www.bangkokhealth.com/cimages/gout03.jpg
วิธีรักษา
แนวทางในการรักษาโรค การรักษาโรคเก๊าท์ในปัจจุบัน อาศัยหลักสำคัญ 3 ประการ
1. รักษาอาการข้ออักเสบเฉียบพลันให้หายเร็วที่สุด โดยเน้นที่เริ่มให้ยาทันที เลือกใช้ยาลดการอักเสบที่มีประสิทธิภาพ ในขนาดและระยะเวลาที่เหมาะสม และระมัดระวังผลข้างเคียงของยาที่อาจจะเกิดขึ้นพึงระลึกไว้เสมอว่าการรักษาอาการข้ออักเสบจนหาย ไม่ได้หมายความว่ารักษาโรคเก๊าท์หายแล้ว ผลึกของกรดยูริคยังคงอยู่ภายในข้อ และอาจก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นอีกเมื่อใดก็ได้
2. ป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบของข้อจากผลึกของกรดยูริค โดยการใช้ยาลดการอักเสบขนาดต่ำต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน
3. รักษาภาวะกรดยูริคสูงในเลือด และป้องกันไม่ให้โรครุนแรงมากขึ้น โดยแก้ไขปัญหาทางเมตาบอลิกไปพร้อมๆ กัน
การรักษาในระยะเฉียบพลัน
1. จุดประสงค์เพื่อรักษาอาการข้ออักเสบเฉียบพลันให้หายเร็วที่สุด โดยเน้นที่เริ่มให้ยาทันที เลือกใช้ยาลดการอักเสบที่มีประสิทธิภาพ ในขนาดและระยะเวลาที่เหมาะสม และระมัดระวังผลข้างเคียงของยาที่อาจจะเกิดขึ้น
2. ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น อินโดเมธาซิน (indomethacin) อินโดเมธาซิน (indomethacin) รับประทานในขนาด 50 มิลลิกรัม วันละ 3 เวลา เป็นเวลา 2-3 วัน จากนั้นลดขนาดลงเป็น 25 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 4-10 วัน
3. ยาโคลชิซิน (colchicine) เป็นยาที่ใช้รักษาอาการข้ออักเสบเฉียบพลันจากโรคเก๊าท์มาเป็นเวลานาน ได้ผลดีเมื่อให้ยาตั้งแต่ระยะแรก ๆ ของอาการ โดยใช้ยาในขนาด รับประทานวันละไม่เกิน 3 เม็ด เช่น 1 เม็ดหลังอาหาร 3 มื้อ จะทำให้ผู้ป่วยหายจากข้ออักเสบในเวลา 1-2 วัน ที่สำคัญคือ ต้องระวังผลข้างเคียงเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย บางครั้งอาจมีผู้แนะนำให้กินยาโคลชิซิน 1 เม็ด ทุกชั่วโมง จนกว่าจะหายปวด หรือจนกว่าจะท้องเสีย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่กินยาด้วยวิธีนี้ มักจะท้องเสียก่อนหายปวดเสมอ
4. การใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) พบว่ามีประสิทธิภาพดี ทั้งรูปยารับประทาน ยาฉีดเข้าเส้นเลือด ยาฉีดเข้ากล้าม และยาฉีดเข้าข้อ เพรดนิโซโลน (prednisolone) รับประทานในขนาด 30 มิลลิกรัม ทุกวัน ค่อยๆลดขนาดลงจนสามารถหยุดยาได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ เมธิลเพรดนิโซโลน (methylprednisolone) ขนาด 40 มิลลิกรัม ใช้ฉีดเข้าเส้นเลือด ไทรแอมซิโนโลน (triamcinolone) ขนาด 40 มิลลิกรัม ใช้ฉีดเข้ากล้าม
5. การพักผ่อนให้เต็มที่ ดื่มน้ำมากๆ พักการใช้ข้อ ยกส่วนที่ปวดบวมให้สูง และประคบด้วยความเย็น พบว่าช่วยให้อาการอักเสบหายเร็วขึ้นกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว
6. หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดแอสไพริน ยาขับปัสสาวะ อาหารที่มีพิวรีนสูง แอลกอฮอล์ และไม่ให้ยาลดกรดยูริคขณะที่มีอาการข้ออักเสบ
การรักษาข้ออักเสบ ในช่วงนี้แพทย์จะใช้ยาลดการอักเสบของข้อก่อน โดยใช้ยา โคลชิซิน หรือยาแก้ปวดลดอักเสบ หรือใช้ร่วมกัน เพื่อลดอาการปวดข้อและอักเสบ ยาโคลชิซินโดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ ไม่เกินวันละ 3-4 เม็ด โดยกินยาทุก 4 ชั่วโมง จนกว่าจะหายปวด การใช้ยาตามคำแนะนำของต่างประเทศที่ว่าให้กินทุก 1 ชั่วโมงจนหายปวดหรือจนเกิดผลข้างเคียงคือท้องเสียนั้น ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะข้อไม่เคยหายอักเสบก่อนท้องเสียเลย ดังนั้นผู้ป่วยจะท้องเสียทุกรายและมีความรู้สึก ที่ไม่ดีต่อการใช้ยานี้ การกินยาไม่เกิน 3-4 เม็ดต่อวัน โอกาสเกิดผลข้างเคียงนี้ น้อยมาก ผู้ป่วยเก๊าท์ในระยะข้ออักเสบ ห้ามนวด! เด็ดขาด เพราะจะทำให้ข้ออักเสบเป็นรุนแรงขึ้นหายช้าลงได้
การลดกรดยูริคในเลือด โดยใช้ยาลดกรดยูริค ในผู้ป่วยที่มีข้ออักเสบมากกว่า 1 ครั้ง ควรให้ยาลดกรดยูริคถ้าทำได้ การกินยาดังกล่าวจำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องสม่ำเสมอไปนานหลายปี ทั้งนี้เพื่อลดระดับยูริคในเลือดลง ทำให้ตะกอนยูริคที่สะสมอยู่ละลายออกจนหมดผู้ป่วยจะสามารถหายจากโรคเก๊าท์ได้ แต่ข้อควรระวังคือ
- ยาลดกรดยูริค มีผลข้างเคียงที่แม้จะพบไม่มากแต่สำคัญ คือทำให้เกิดผื่นแพ้ยารุนแรง และลอก เป็นอันตรายมาก
การกินยาไม่สม่ำเสมอ กิน ๆ หยุด ๆ เสี่ยงต่อการแพ้ยามาก ดังนั้นผู้ป่วยที่ไม่สามารถจะกินยาสม่ำเสมอได้ ไม่แนะนำให้กินยา
- เนื่องจากผู้ป่วยที่เป็นเก๊าท์ ให้การวินิจฉัยโดยลักษณะอาการทางคลินิค ไม่ได้อาศัยการเจาะตรวจยูริคในเลือด
ที่มาของรูปภาพ http://www.bangkokhealth.com/cimages/gout05.jpg
วิธีการป้องกัน / การปฏิบัติตน
ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ แอลกอฮอล์ พวกพืชที่เป็นยอดๆ เช่นยอดตำลึง และไม่ควรกินเมล็ดของพืชผักผลไม้ อาหารที่กินได้ไม่ควรมาก กินพอสมควร ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อปลา ควรรับประทานอาหารสัดส่วนของผักมากกว่าที่จะทานเนื้อสัตว์ พักผ่อนให้เต็มที่เมื่อเกิดอาการ ดื่มน้ำมากๆ ยกส่วนที่บวมในสูงขึ้นเมื่อเวลาเป็น พักการใช้ข้อต่างๆ
ที่มาของรูปภาพ http://www.bangkokhealth.com/cimages/pseudogout05.jpg
สะท้อนความคิดเห็น
ที่สนใจโรค ๆ นี้ ก็เพราะว่าตาของข้าพเจ้าได้เป็นโรคนี้มานานมากแล้ว แต่ว่าข้าพเจ้าก็ไม่ได้สนใจถึงรายละเอียดของโรคว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือว่ามีสาเหตุมาจากอะไร อาการเป็นอย่างไร รู้แต่แค่ว่า ตาของข้าพเจ้า เวลาที่กินของหวานหรือเบียร์ และฤดูหนาว เท้าของตาก็จะเกิดอาการบวม และปวดอย่างมาก ทำให้ตาของข้าพเจ้าเดินได้ค่อนข้างลำบากอยู่พักนึง และนอกจากโรคเก๊าท์แล้ว ตาของข้าพเจ้าก็ยังเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันสูง ตอนแรกข้าพเจ้าก็คิดจะทำเกี่ยวกับโรคพวกนี้ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าโรคเหล่านี้ ผู้คนส่วนใหญ่ก็รู้รายละเอียดอยู่แล้ว เนื่องจากมีคนเป็นเยอะ ซึ่งเก๊าท์ก็มีคนเป็นเยอะเช่นกัน แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้รายละเอียดของโรคนี้เยอะเช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจทำโรคนี้ขึ้น
ข้าพเจ้าคิดว่าโรคนี้เป็นโรคที่น่ากลัวโรคหนึ่ง ไม่ว่าทุก ๆ คนจะได้ยินว่าตัวเองเป็นโรคอะไร ก็คงไม่มีใครอยากได้ยิน โรคเก๊าท์ถือว่าเป็นโรคที่รักษาระยะยาว ต่อเนื่อง เมื่อเป็นแล้ว ก็ต้องคอยรักษา คอยกินยาอย่างสม่ำเสมอ ต้องคอยควบคุมอาหาร ห้ามกินโน่นกินนี่ ห้ามกินสัตว์ปีก ห้ามดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ และอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งลำบากกับการปรับตัวสำหรับคนที่พึ่งเป็นแรก ๆ และเมื่อยิ่งอาการกำเริบ ก็ยิ่งทรามาน ทำให้ลำบากให้การเดิน การหยิบจับอะไรต่าง ๆ ลักษณะของเท้าของมือ ก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนไป และนอกจากนั้น ยังอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้หลายโรคเลย ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน นิ่ว หรือไตวายเรื้อรัง และโรคอีกหลายโรคได้
ที่มาของข้อมูล
http://www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-19-03-23-38/2088-2009-03-25-05-21-47
http://www.doctor.or.th/node/6481
http://www.vibhavadi.com/web/health_detail.php?id=109
http://www.geocities.com/ruammitra/sick-gout.html
- บล็อกของ sss27271
- ล็อกอิน เพื่อแสดงความคิดเห็น
- อ่าน 2037 ครั้ง

ขอบคุณค่ะ ตรวจแล้ว
อ.กัลยารัตน์ เมธีวีรวงศ์