ตัว "โลน" บริเวณขนในที่ลับ !!


รูปภาพของ sss27325

       

             
ภาพขยายตัวโลน                                                ภาพขยายตัวโลน

ที่มาของภาพ : http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/health03/12/digitallearning/sex/lon_03.jpg
                    http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/health03/12/digitallearning/sex/lon_02.jpg

ชื่อโรค  : โรคตัวโลน (the pubic louse of humans) 

               "โลน"
หรือตัวที่ฝรั่งเรียกว่า "crab louse" หรือ "crabs" ถ้าเป็นพหูพจน์ เรียกว่า "lice" และเนื่องจากโลนมีแหล่งที่อยู่ที่เฉพาะ เลยมีชื่อเรียกเฉพาะอีกว่า "the pubic louse of humans" คำว่า pubic (กระดูกหัวเหน่า) เป็นคำที่มีความหมายบอกถึงแหล่งที่อยู่ ของโลน ว่า อาศัยอยู่บริเวณอวัยวะเพศ และเพื่อให้ทำให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น ก็ให้นึกถึงคำว่า pubic hair ซึ่งหมายถึงขนบริเวณอวัยวะเพศ


ทำไมต้องตั้งชื่อว่า pubic louse ?? 
ทำไมไม่เรียกว่า louse หรือ lice เป็นชื่อรวมๆ ไปเลย ??
 

               เนื่องจาก สัตว์ในกลุ่มเหา และโลนมีหลายชนิด แต่ละชนิดจะแบ่งที่อยู่อาศัยเพื่อทำมาหากินกันคนละที่ ทำให้ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดีกันในเรื่องการหาอาหารมากนัก โดยชนิดที่อาศัยที่ศีรษะ คนไทยเรียกว่า "เหา" ส่วนฝรั่งเรียกว่า "head lice" และมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Pediculus humanus capitis

               ส่วนชนิดที่ชอบอาศัยตามตัวไม่ค่อยพบในคนไทย ก็เลยไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ แต่ในฝรั่งพบเยอะเลยมีชื่อเรียกว่า "body lice" และมีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Pediculus humanus humanus นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า body lice มีสายวิวัฒนาการมาจาก head lice ภายหลังจากที่มนุษย์เริ่มมีการสวมใส่เสื้อผ้า เราจะพบ body lice มากในเขตหนาว ส่วนในเขตร้อนมักจะพบ head lice มากกว่า ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าสัตว์กลุ่มนี้ต้องการอาศัยอยู่ในช่วงอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังพบว่า body lice ยังทำหน้าที่เป็นพาหะนำโรค typhus (โรคไข้รากสาดใหญ่) ซึ่งเกิดจากเชื้อ Rickettsia แต่สำหรับ head lice หรือเหา นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง กล่าวว่าไม่ได้เป็นพาหะนำโรคไข้รากสาดใหญ่ แต่ตัวของเหาจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้อ Rickettsia ได้ดี

               และชนิดที่สุดท้ายที่จะมากับวันแห่งความรัก ก็คือชนิดที่ชอบอาศัยอยู่ที่ขนบริเวณอวัยวะเพศ เรียกว่า "pubic lice" หรือ "โลน" หรือ "crabs" หรือ "crab louse" มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phthirus pubis และที่มีชื่อเรียกแปลความหมายได้ว่าเป็นปู ก็เพราะเจ้าตัวโลนมีโครงสร้างของขาหน้าเหมือนก้ามปูนั่นเอง

            
ระยางค์ที่มีลักษณะคล้ายก้ามปู                         ขนาดของโลนเมื่อเทียบกับเส้นขน

ที่มาของภาพ : http://www.ipst.ac.th/biology/Article-pic/no4/crablike.jpg
                     http://www.ipst.ac.th/biology/Article-pic/no4/loansize.jpg

ประเภทของโรค  : โรคที่เกิดกับระบบห่อหุ้มร่างกาย (ผิวหนัง, ขน)

               โดยทั่วไปแล้วโลนจะชอบอาศัยอยู่บริเวณขนที่อวัยวะเพศ แต่บางครั้งก็สามารถพบได้ตามขนรักแร้ หนวดเครา ขนคิ้ว หรือแม้แต่ที่ขนตา และเมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างของขา กับการเคลื่อนที่ระหว่างโลนกับเหา จะพบว่าโลนจะเคลื่อนที่ได้ช้ากว่าเหา และโลนชอบที่จะอยู่กับที่เพื่อกินเลือดเหยื่อ ซึ่งผลจากการกัดกินเลือดเหยื่อจะทำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง ขาของสัตว์ในกลุ่มนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เดิน แต่จะใช้ได้ดีสำหรับการทำหน้าที่จับยึดกับเส้นขน ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมเวลาคุณพยายามจะดึงตัวเหาหรือโลนออกจากเส้นขน ถึงทำได้ยากเย็นนัก

อาการของโรค  : มีอาการคัน อันเนื่องมาจากกิจกกรรมการกินอาหารของโลน

               โลนจะมีความยาวลำตัวประมาณ 1.5-2.0 มิลลิเมตร ส่วนความกว้างก็จะพอๆ กับความยาว และเนื่องจากการที่โลนตัวเล็กมาก เวลาที่มันอาศัยอยู่กับเรา เรามักจะมองไม่เห็น จะมีก็แต่อาการคันอันเนื่องมาจากกิจกกรรมการกินอาหารของโลนเท่านั้น ที่พอจะบอกให้เรารู้ว่า เรามีเพื่อนตัวน้อยอาศัยอยู่กับเราแล้ว

               โลนจะวางไข่ โดยให้ไข่เชื่อมติดกับเส้นขน โลนเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ประมาณ 30 ฟอง ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และหลังจากวางไข่แล้วก็จะเจริญเป็นตัวเต็มวัยได้ภายในระยะเวลาที่น้อยกว่า 1 เดือน

ผู้ค้นพบ  : ไม่ปรากฎ


ที่มาของภาพ : http://www.ipst.ac.th/biology/Article-pic/no4/crabholdmount.jpg

 


รูปภาพของ sss27214

โอ้ย.................เกิดมาไม่เคยอี๋เท่านี้มาก่อน


รูปภาพของ sss27210

โคตร อี๋ เป็นโรคที่น่าเกลียดมาก อี๋ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


รูปภาพของ kalayarat

ขอบคุณค่ะ ตรวจแล้ว

.กัลยารัตน์   เมธีวีรวงศ์


รูปภาพของ kalayarat

เป็นการค้นคว้าข้อมูลที่มีความหลากหลาย ข้อมูลน่าสนใจ  และที่สำคัญคิดว่า คนที่สนใจศึกษาเรื่องนี้จะได้ประโยชน์จากข้อมูลของหนูมากทีเดียว  ขอชื่นชมว่า  จัดรูปแบบ หาภาพประกอบ  และการวางและใช้สีตัวอักษรดีมากค่ะ  อ่านแล้ว  ทำให้เข้าใจเรื่องโรคนี้และอยากศึกษาต่อเนื่อง  ขอบคุณมากค่ะ