หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


รูปภาพของ poonsak

 

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

             เศรษฐกิจพอเพียง คือ  ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต แก่พวกเราชาวไทยมานานกว่า30 ปี  และภายหลังที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ‘ฟองสบู่แตก’ ในปี พ.ศ.2540 พระองค์ได้ทรงเน้นย้ำให้พวกเราใช้เป็นแนวทางการแก้ไข เพื่อให้ประเทศไทยเรารอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในทุกๆด้าน

             เศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักที่เราคนไทยทุกคน ทุกระดับสามารถนำไปปฏิบัติได้ ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา อย่างที่หลายคนเข้าใจแต่หมายถึงทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกศาสนา ทุกอาชีพ เราสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับตนเองได้ในทุกๆ เรื่องทั้งการดำเนินชีวิตประจำวันการศึกษาเล่าเรียน หรือทำงานในสาขาใดๆ
 

             เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้ปฏิเสธทุนนิยม และไม่ได้บอกให้เราอยู่อย่างซอมซ่อ ไม่ได้ปฏิเสธความร่ำรวย ไม่ใช่การปิดประเทศเลิกค้าขาย ไม่ใช่ความเชยล้าหลังไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งใหม่ๆ แต่ เป็นแนวคิด เพื่อให้เราใช้ ปัญญาปรับตัวให้เข้ากับกระแสของการเปลี่ยนแปลงอย่างพอเหมาะ พอดีเพื่อความก้าวหน้าที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน

             เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผน และการบริหารจัดการ ดังนั้น จึงให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจและสังคมให้เข้มแข็ง รักษาความสมดุลของทุน และทรัพยากรในมิติต่างๆ เน้นการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้เรามีีความแข็งแรง ให้เรารู้เท่าทัน ให้เรามีความพร้อมที่จะออกไปแข่งขัน ให้เราก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์

             ดังนั้น หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงเน้นการปฏิบัติที่ไม่ประมาท นั่นคือ เน้นให้เราดำเนินชีวิตบน “ทางสายกลาง" ก็คือ  ความพอเหมาะพอดีไม่น้อยเกินไปไม่มากเกินไปไม่สุดโต่งไม่โลภมากไม่ฟุ้งเฟ้อจนเกินฐานะแต่ก็ไม่ใช่ตระหนี่ถี่เหนียวหรือประหยัดจนขาดแคลนถ้าเราจะนำหลักปรัชญานี้ไปใช้ เราอาจจะจำด้วยหลักง่ายๆ คือ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข อันประกอบด้วย พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และมีความรู้ มีคุณธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ ชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม ที่ก้าวหน้าอย่างสมดุล มั่นคง ยั่งยืน และจะนำไปสู่ ประโยชน์สุขของคนไทยในที่สุด

             หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีชื่อเล่นที่พวกเราเรียกกันคือสามห่วงสองเงื่อนหรือสามห่วงกรอบความคิดและสองเงื่อนไขพื้นฐานดังภาพประกอบ

 

             ห่วงที่ ๑. ความพอประมาณ สำหรับเรานักธุรกิจนี่เป็น Paradigm shift ชนิดหนึ่งทีเดียว เป็นการออกนอกกรอบความคิดเดิมที่เราเรียนหรือถูกถ่ายทอดกันมาให้ Maximize Profit หรือทำกำไรสูงสุด โดยวิธีการต่างๆให้ได้มาซึ่ง bottom line กัน พอให้มาดูเรื่องพอประมาณ พวกเราบางคนอาจรับไม่ได้ “จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมาพอประมาณ เราต้องทำให้เต็มที่ซิ” เป็นธรรมดาที่คนส่วนใหญ่จะคิดอย่างนั้น เพราะนั่นคือการเปลี่ยนแปลง “Change” ชนิดหนึ่งในจิตใจและชุดความเชื่อเดิมเดิมของเรา ซึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็มีการต่อต้าน (อย่างน้อยในจิตใจ) ตามมาเป็นเรื่องธรรมดา
             ความพอประมาณในที่นี้แม้ในแวบแรกของนักธุรกิจอาจรู้สึกขัดขัด ดูเหมือนเป็นการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือกั๊กความสามารถไว้ ไม่ทำงานให้เต็มประสิทธิภาพหรือเปล่า หรือเป็นข้ออ้างของคนที่ไม่อยากทำงานให้ได้ดีเต็มที่หรือเปล่า เมื่อเรามาดูกันลึกลึก เราอาจพบว่าที่แท้หลักการความพอประมาณก็ไม่ได้ผิดแปลกไปจากการทำงานให้ได้ผลดีที่สุดอย่างที่พวกเราเชื่อกัน เพียงแต่มีจุดเน้นชัดในส่วนที่ “อาจจะเกินพอ” ยกตัวอย่างเช่น บริษัทบางแห่งที่มีสินค้าหลากหลายชนิด บางสินค้าทำกำไร บางสินค้าขายไปก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมาก แถมยังเป็นภาระในหลายๆด้าน เพราะไม่ได้เป็นงานที่เราถนัดหรือมีจุดแข็งมากเท่าสินค้าอื่น เมื่อเราพบแบบนี้การตัดสินใจพื้นฐานของนักบริหารคือลดการขายสินค้าที่ไม่ค่อยได้เรื่องนั่นเอง ซึ่งเมื่ออธิบายด้วยหลักความพอประมาณก็คือ “พอ” อยู่กับสินค้าหลักๆไม่ “โลภ” หรือ “อยากทำ” สินค้านั้นสินค้านี้ไปหมด 
             การตัดสินใจบนพื้นฐานความพอประมาณนี้ นอกจากเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลงน้ำหนักทรัพยากรถูกที่แล้ว ยังเป็นการช่วยให้ได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในระยะยาว ย้ำ “ระยะยาว” ไม่ใช่เพียงผลกำไรในระยะสั้นปีสองปีแรกแต่รากฐานของบริษัทสั่นคลอน สะสมปัญหาต่างๆเก็บไว้ เช่นความรู้ในการทำเรื่องนั้นๆไม่มากพอแต่ไม่ลงทุนเรียนรู้เพิ่ม อาศัยออกแรงกดดันกันไปเท่านั้นจนคนของบริษัททำงานจนป่วยทั้งกายและใจ หรือทำไปกระทบกับชุมชนสิ่งแวดล้อมในทางลบไป หรือทำกำไรเต็มที่โดยการลดต้นทุนให้มากที่สุด แม้ว่าสินค้าที่ผลิตออกมาสุดท้ายจะอันตรายต่อผู้บริโภค เหล่านี้ล้วนแต่เกิดจาก “ความไม่พอประมาณ” ทั้งสิ้น ยังผลให้เกิดปัญหาตามมามากมาย และในที่สุดก็มิได้ประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว

             ห่วงที่ ๒. ความมีเหตุผล ดูไปแล้วไม่ได้เป็นหลักการที่ขัดใจพวกเราแต่อย่างใดในการดำเนินธุรกิจทั้งหลายการใช้ข้อมูลจริงข้อมูลที่มากพอเป็นหลักพื้นฐานของเราอยู่แล้วในการตัดสินใจทั่วไปทางภาคธุรกิจเราเน้นเรื่องนี้กันมาโดยตลอดเราพบกันอยู่แล้วว่าผู้บริหารที่ตัดสินใจบนข้อมูลที่น้อยเกินไปหรือบนข้อมูลเพียงเขาเล่าว่าหรือไม่ได้มีวิจัยหรือเนื้อหาจริงสนับสนุนนั้นเสี่ยงภัยมากยิ่งใครชอบตัดสินใจบนอารมณ์ความรู้สึกด้วยแล้วบางครั้งอาจใช่แต่หลายครั้งก็พลาดได้นั่นก็อยู่บนข้อจำกัดต่างๆเช่นเงื่อนเวลา ความมีเหตุผลนี้ เช่นเดียวกับห่วงอื่นๆคืออยู่บนสองเงื่อน ได้แก่ เงื่อนความรู้ และเงื่อนคุณธรรม ความรู้มากจากแหล่งต่างๆที่เราคุ้นเคยไม่ว่าจะการวิจัย การหาข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทั้งข้อมูลปฐมภูมิเช่น สัมภาษณ์ แบบสอบถาม ฯลฯ หรือข้อมูลทุติยภูมิ เช่น การรวบรวมเอกสารที่ตีพิมพ์ การหาข้อมูลจากการเก็บรวบรวมอยู่แล้วในหน่วยต่างๆ งบการเงิน ฯลฯ แล้วแต่ว่าการตัดสินใจนั้นๆต้องการข้อมูลแบบใดเจาะลึกแค่ไหน ส่วนเรื่องคุณธรรมนี้เป็นพื้นฐานความคิดที่สำคัญและไม่ควรละเลย เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ในระยะยาว เป็นต้นว่า เราลดต้นทุนการผลิตโดยใช้วัตถุดิบบางตัวที่ถูกลงแต่มีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค แม้ว่าเราจะขายได้กำไรมากขึ้นในระยะสั้น แต่เมื่อผู้บริโภคเริ่มไม่สบายเจ็บไข้จากผลิตภัณฑ์ของเรา ไม่เพียงแต่เราขายสินค้าประเภทนั้นไม่ได้อีก แต่พาลจะทำให้บริษัทเราขายสินค้าตัวอื่นไปไม่ได้ด้วย เพราะเขาเริ่มไม่เชื่อถือเราแล้ว ในทางกลับกัน ถ้าเราระมัดระวังคิดแทนลูกค้าเป็นห่วงลูกค้าเป็นประจำ ลูกค้าก็มีความเชื่อถือเรามากยิ่งๆขึ้นในระยะยาว นี้ก็เป็นตัวอย่างของความมีเหตุผลบนรากฐานคุณธรรมไม่ใช่เหตุผลเข้าข้างตัวเองแต่อย่างเดียว

             ห่วงที่ ๓. การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี แนวความคิดนี้สอดคล้องกับการทำธุรกิจอีกเช่นกัน สมัยนี้เราคุยกันถึง Risk Management หรือการบริหารความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารความเสี่ยงในเรื่องการเงิน หรือการบริหารความเสี่ยงในด้านต่างๆ ตั้งแต่การบริหารไปจนถึงการจัดการกับชุมชนรอบองค์กร หรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ วันนี้ในเมืองไทยมีกรณีศึกษาให้เห็นมากมายถึงองค์กรหรือบริษัทที่ไม่รู้จักการสร้างภูมิคุ้มกัน หรือประมาทที่จะจัดการกับผลกระทบจากภายนอก จนกระทั่งองค์กรอยู่ไม่ได้ต้องสลายตัวไป หรือไม่แข็งแรงมากพอที่จะต่อสู้กับสภาวะวิกฤตต่างๆ
             เป็นต้นว่า องค์กรที่ใช้คนอย่างเดียว ไม่ได้มีการฝึกกองทัพหรือพัฒนาฝีมือและจิตใจคนของตน ทำไปสักพักก็อาจมีอาการ คนเข้าออกเป็นประจำ พนักงานไม่รักองค์กรเห็นองค์กรเราเป็นเพียงทางผ่านเป็นตราประทับอยู่ในประวัติการทำงานของเขาเท่านั้น หรือมีอาการทำงานในสภาวะปกติพอได้แต่พอพบสภาวะวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ หรือวิกฤตอื่นๆในองค์กรพนักงานกลับไม่สามารถจัดการได้ หรืออาจเป็นตัวก่อปัญหาเสียเอง เหล่านี้ก็มีให้เห็นกันมากมายตั้งแต่ปี ๓๙ เป็นต้นมา 
             บางองค์กรก็ไม่มีภูมิคุ้มกันในเชิงการเงิน ทุ่มสุดตัว แบบ “เกินพอดี” กู้เงินจนไม่มีถุงสำรอง หมุนเงินเดือนชนเดือนทั้งที่ไม่จำเป็น แต่พอดีเขาให้เครดิตมา ก็ใช้กันอย่างวินัยหย่อนไปหน่อย ไม่ได้ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพจริง ก่อให้เกิดหนี้ที่เกินตัว สภาวะแบบนี้ไม่ใช่เพียงระดับองค์กรที่มีมาก ระดับบุคคลจนถึงรากแก้วก็ไม่น้อย ที่กู้เงินส่วนบุคคลมาเกินตัว ชำระไม่ทันก็ได้ดอกเบี้ยท่วมท้น เครียดก็เครียด ทำงานก็ไม่มีความสุข กลับบ้านก็ชวนทะเลาะกับที่บ้าน ลูกหลานได้รับรังสีอำมหิตไปด้วย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆกระทบมาเป็นกระบวน ...เพียงเพราะ...ไม่พอ ...ไม่ได้เตรียมภูมิคุ้มกัน เป็นต้นว่าการออม การเก็บส่วนเกินไว้ยามฉุกเฉิน หรือกู้ในขอบเขตที่พอดี

             ทั้งสามห่วงที่เราคุยกันนี้อย่างที่เรียนแล้วคืออยู่บนพื้นฐานเงื่อนความรู้และเงื่อนคุณธรรม นั่นคือไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจว่าพอประมาณหรือไม่ มีเหตุผลพอหรือไม่ หรือภูมิคุ้มกันพอหรือไม่ควรทำอย่างไรนั้น อยู่บนพื้นฐานความรู้วิชาการเนื้อหาข้อเท็จจริง และพื้นฐานคุณธรรมทั้งสิ้น มีความรู้รอบ รอบคอบ ไม่ประมาท และการตัดสินใจไม่ไปทำให้ใครเดือดร้อน แต่กลับแบ่งปัน เอื้อเฟื้อกับผู้อื่น โดยใช้สติปัญญา ตลอดจนความเพียร ความอดทนเพื่อให้บรรลุจุดหมาย นั่นคือการอยู่รอดรุ่งเรืองอย่างเป็นสุขขององค์กรหรือบริษัทของเรา ซึ่งประกอบไปด้วยพนักงานทั้งหลายและตัวเราด้วย

             เป้าหมายรวมของชาติในภาพรวมซึ่งประกอบไปด้วยเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่สมดุลและพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นเป้าหมายที่เน้นความยั่งยืนในระยะยาว การทำงานการตัดสินใจต่างๆตลอดจนการใช้ชีวิตจึงไม่สุดโต่งไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนเกิดความไม่สมดุล เราไม่ได้คุยกันว่าต่อไปนี้รัดเข็มขัดประหยัดทุกอย่างจนเครียด เพราะนั่นก็ไม่ใช่ความพอดี แต่เป็นความไม่พอดีในอีกขั้วหนึ่ง เรากลับเน้นกันในเรื่อง “สมดุล” ท่านอาจารย์สุเมธ เปรียบเทียบให้ฟังว่า เหมือนการรับประทานอาหาร รับมากไปก็อิ่มเกิน ก่อให้เกิดโรคอ้วน โรคความดัน ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ ซึ่งสุขภาพเราก็ไม่ดี ก็ต้องไปหาหมอ ในทางตรงกันข้ามถ้าเราอดอาหารไปเลย เราก็หิว ไม่สบายกายใจ ลำบากอีก ดังนั้นการยึดหลักสายกลาง หรือความพอดี คือรับประทานแต่พอควร พอดีหายหิว ให้เรามีแรงทำอะไรต่อได้ และไม่ก่อให้เกิดโรคต่างๆอีกในอนาคต

             หลักสำคัญในการปฏิบัติตนและครอบครัว ได้ดังนี้

  • แสวงหารายได้ด้วยความสุจริต และเป็นอาชีพที่เอื้อประโยชน์แก่สังคม
  • ขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่น ตั้งใจ ใฝ่ความเจริญไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
  • เรียนรู้ต่อเนื่องทั้งภายในและภายนอก พัฒนาตนเองไม่หยุดนิ่ง
  • พึ่งตนเองก่อน และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
  • ประหยัด รู้จักเก็บออม และสร้างหลักประกันให้แก่ชีวิต
  • กินอยู่อย่างสมถะ ถือครองวัตถุโดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นอันดับแรก
  • ไม่ข้องแวะยาเสพติด เหล้า บุหรี่ อบายมุขทั้งปวง
  • ใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างประหยัด อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างนอบน้อม
  • มีศีลธรรม ยึดมั่นในวิถีแห่งความถูกต้องดีงาม


 

สร้างโดย: 
ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย กรุงเทพมหานคร


ได้รับความรู้เพิ่มเติม และสามารถนำความรู้ที่ได้มาใช้ในการดำเนินชีวิต