โรคลมชัก



 

 http://www.clinicneo.co.th/img/column/DB/2_0.JPG

ชื่่อโรค.. โรคลมชัก

ชื่อภาษาอังกฤษ.. Epilepsy

ผู้ค้นพบ.. ไม่ปรากฎชื่อผู้ค้นพบโรคนี้

โรคนี้จัดอยู่ในประเภท.. ระบบประสาท

ความเป็นมา..
โรคลมชัก เป็นกลุ่มอาการอันเนื่องจากการที่สมองส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด ทำงานมากเกินปกติไปจากเดิมชั่วขณะ                    
อาการแสดงจะเป็นอะไรนั้น  ขึ้นกับว่าเป็นส่วนใดของสมองที่ทำงานมากเกินปกติ

สาเหตุของโรค..
โรคลมชักเกิดได้จากหลาย ๆ สาเหตุ  ประมาณ 70 %  จะหาสาเหตุไม่พบ  และอีก 30 % อาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. แผลเป็นในสมอง  เช่น  จากการติดเชื้อของสมอง  อุบัติเหตุต่อสมอง  ชักขณะไข้สูงในวัยเด็ก
2. โรคทางกาย  เช่น  ภาวะเกลือโซเดียมในร่างกายสูงหรือต่ำ  น้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ  โรคตับ  โรคไต
3. การดื่มเหล้า  กินยาบางชนิด  หรือได้รับสารพิษ
4. ภาวะมีก้อนในสมอง  เช่น  เนื้องอกในสมอง  พยาธิในสมอง  หรือหลอดเลือดสมองตัน หรือแตก
5. โรคทางกรรมพันธุ์

อาการของโรค..
อาการชักมีหลายแบบ ขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่ปล่อยไฟฟ้าที่ผิดปกติออกมา ที่พบบ่อย ได้แก่
1. ลมบ้าหมู หรือ ชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว (generalized tonic-clonic seizure หรือ GTC)
เป็นอาการชักที่รุนแรงที่สุด ผู้ป่วยจะหมดสติอย่างรวดเร็ว เกร็งทั้งตัว ตาเหลือก กัดฟัน น้ำลายไหลเป็นฟอง
ขณะชักผู้ป่วยจะหยุดหายใจชั่วคราว หรืออาจกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ตามด้วยการกระตุกทั้งตัวเป็นจังหวะ
นานประมาณ 5 นาที จากนั้นจะค่อย ๆ หยุด ผู้ป่วยจะอ่อนเพลียและหลับไป เมื่อฟื้นแล้วอาจมีอาการปวดศรีษะ
ปวดตามกล้ามเนื้อ หรือสับสน ซึ่งผู้ป่วยจะจำเหตุการณ์ขณะชักไม่ได้
2. ชักแบบทำอะไรโดยไม่รู้สึกตัว (complex partial seizure หรือ CPS)
เป็นอาการชักที่พบบ่อยที่สุด แต่บ่อยครั้งจะเข้าใจผิดว่ามิใช่อาการชัก อาการคือ
ผู้ป่วยจะสูญเสียการรับรู้สิ่งรอบตัวไปทันที ตาจ้อง หรือเหม่อลอย อาจนิ่งค้างในท่าเดิมหรืออาจทำงานต่อไปโดยไม่รู้สึกตัว
บางรายอาจมีการเคลื่อนไหวที่ไม่มีจุดประสงค์โดยอัตโนมัติ เช่น เคี้ยวหรือดูดริมฝีปาก ถูมือ คลำหาสิ่งของ
พูดคำซ้ำ ๆ หรือ เดินไปมา เป็นต้น ระหว่างเป็นผู้ป่วยบางรายอาจพอรู้สึกตัวเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น
แต่ตอบสนองต่อคนรอบข้างไม่ได้ ถ้าจับหรือมัดอาจมีการต่อสู้ดิ้นรน อาการมักเกิดนาน 2-4 นาที
หายแล้วอาจสับสนและจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้
3. ชักแบบเหม่อนิ่ง (absence seizure) อาการชักชนิดนี้สั้นมาก มักเกิดในเด็กและอาจไม่ทันสังเกตเห็น
ผู้ป่วยจะเหม่อนิ่งไป หรือตาค้าง นานประมาณ 5-10 วินาที แล้วกลับเป็นปกติทันที
ผู้ป่วยมักไม่รู้สึกตัวว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น บางครั้งอาจมีการกระพริบตาถี่ ๆ หรือกระตุกใบหน้าเล็กน้อย
หรืออาจดูคล้ายกับอาการชักแบบ CPS ได้
4. ชักเฉพาะส่วน (simple partial seizure หรือ SPS) อาจเกิดขึ้นโดยลำพัง
หรือนำมาก่อนอาการชักแบบ GTC หรือ CPS ที่เรียกว่า อาการเตือน (aura) ก็ได้
ได้แก่ อาการชาเฉพาะที่ หูแว่ว เห็นภาพหลอน รู้สึกคุ้นเคย (deja vu) หรือ กระตุกเฉพาะบางส่วนของร่างกาย


การตรวจวินิจฉัย..
แพทย์จะให้การวินิจฉัยโรคลมชัก  โดยใช้ข้อมูลที่ได้รับจากคนไข้  และผู้เห็นเหตุการณ์ชัก 
รวมถึงประวัติการเจ็บป่วยทั้งในอดีตและปัจจุบัน  ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว ฯลฯ 
ตลอดจนการตรวจร่างกายโดยละเอียด  และนอกจากนั้น  แพทย์อาจจะพิจารณาส่งตรวจคลื่นสมอง (EEG) 
และการฉายภาพของเนื้อสมอง (CT, MRI)

วิธีการรักษา..
1. ระหว่างที่ชัก ให้การปฐมพยาบาล โดยโยกย้ายผู้ป่วยไปยังที่ ๆ ปลอดภัย
จับศีรษะเอียงให้หน้าตะแคงลงกับพื้น ถ้ามีเศษอาหาร เสมหะ หรือฟันปลอม ให้เอาออกจากปาก   
อย่าใช้ไม้กดลิ้น ปลายด้ามช้อน ดินสอหรือวัตถุอื่น ๆ สอดปากผู้ป่วย
เพราะนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรแล้ว ยังอาจทำให้ปากและฟันได้รับบาดเจ็บได้
โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะชักอยู่เพียง 1-3 นาที ก็จะหยุดชักได้เอง แต่ถ้าชักติด ๆ กันนาน ให้ฉีด
ไดอะชีแพม 1/2-1 หลอด เข้าหลอดเลือดดำ ถ้าไม่ได้ผล ให้ส่งโรงพยาบาลด่วน
2. ถ้าเป็นการชักครั้งแรก หรือยังไม่เคยได้รับการตรวจจากแพทย์มาก่อน ควรแนะนำให้ไป
ตรวจที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ หรือคนอายุมากกว่า 25 ปี
อาจต้องทำการตรวจคลื่นสมอง หรือ อีอีจี (EEG ซึ่งย่อมาจาก Electroenecphalogram)
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง เพื่อค้นหาสาเหตุถ้ามีความผิดปกติในสมอง ก็ให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ                                   
เช่น ถ้าเป็นเนื้องอกในสมอง ก็อาจต้องทำผ่าตัด แต่ถ้าเป็นโรคลมชักโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด ควรให้ยากันชัก เช่น ฟีโนบาร์บิทาล
หรือเฟนิโทอิน (Phenytoin) ต้องกินยากันชักชนิดใดชนิดหนึ่ง ติดต่อกันทุกวัน
จนกระทั่งไม่มีอาการชักเกิดขึ้นเลยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี จึงจะเริ่มหยุดยา โดยค่อย ๆ ลดลงทีละน้อย   
ถ้าหยุดยาทันที อาจทำให้เกิดอาการชักรุนแรงไม่หยุดได้ ถ้าลดยาหรือหยุดยาแล้ว กลับมีอาการชักใหม่
ก็ควรกลับไปใช้ยาดังเดิมอีก บางคนอาจต้องกินยากันชักคุมอาการตลอดไป
3. สำหรับผู้ที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักอย่างแน่ชัด ถ้าพบว่ามีอาการชักเพราะขาด
ยาหรือกินยาไม่ครบขนาดตามแพทย์สั่ง ก็ให้ยากันชักดังในข้อ 2 โดยให้ขนาดตามที่เคยใช้ แต่
ถ้าชักโดยที่ผู้ป่วยกินยาได้ตามขนาดที่แพทย์สั่งอยู่แล้ว ก็ควรเพิ่มขนาดของยาที่ใช้ หรือเปลี่ยน
ไปใช้ยาชนิดอื่น เช่น โซเดียมวาลโพรเอต (Sodium valproate), คาร์บามาซีพีน (Carbamazepine)


การปฐมพยาบาล..
เนื่องจากการชักส่วนใหญ่ จะหยุดเองได้ภายในเวลา 1-2 นาที  ดังนั้นผู้ที่อยู่รอบข้าง 
มีหน้าที่เพียงคอยดูแลผู้ป่วยที่กำลังชักให้ปลอดภัยจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้  โดย
1. อย่าตื่นเต้นตกใจ  พยายามพยุงผู้ป่วยให้นอนราบกับพื้น และคลายเสื้อผ้าให้หลวม
2. เก็บสิ่งของมีคม หรือสิ่งที่อาจเป็นอันตรายกับผู้ป่วยให้พ้นบริเวณ
3. พลิกศีรษะผู้ป่วยให้ตะแคงข้าง  เพื่อให้น้ำลายไหลออกทางมุมปาก และไม่ให้ลิ้นปิดกั้นทางเดินหายใจ
4. ลอดหมอนไว้ใต้ศีรษะผู้ป่วย
5. ห้ามสอดใส่สิ่งใด ๆ เข้าไปในปากของผู้ป่วยในขณะชัก


วิธีป้องกัน..
การป้องกันโรคลมชักและอาการชัก สามารถทำได้โดยการป้องกันสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อสมอง ได้แก่
ระวังการบาดเจ็บต่อศีรษะ เช่น สวมหมวกกันน๊อค ไม่รับประทานอาหารดิบ ที่อาจมีพยาธิเข้าสู่สมอง
รักษาโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ เพื่อป้องกันฝีในสมอง
ป้องกันมิให้เด็กเล็กชักเมื่อมีไข้สูง โดยการลดไข้ หรือให้ยากันชักอย่างทันท่วงที
ฝากครรภ์ เพื่อป้องกันการชักในระหว่างตั้งครรภ์ และเพื่อหลีกเลี่ยงการคลอดยาก ซึ่งอาจทำให้เด็กชักเมื่อโตขึ้น
งดเว้นการดื่มสุรา และยากระตุ้นประสาททุกชนิด
รักษาโรคทางกาย เช่น เบาหวาน โรคไต ให้อยู่ในภาวะเป็นปกติที่สุด

การปฏิบัติตน..
การป้องกันโรคลมชักและอาการชัก สามารถทำได้โดยการป้องกันสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อสมอง ได้แก่
1. ระวังการบาดเจ็บต่อศีรษะ เช่น สวมหมวกกันน๊อค
2.ไม่รับประทานอาหารดิบ ที่อาจมีพยาธิเข้าสู่สมอง
3.รักษาโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ เพื่อป้องกันฝีในสมอง
4.ป้องกันมิให้เด็กเล็กชักเมื่อมีไข้สูง โดยการลดไข้ หรือให้ยากันชักอย่างทันท่วงที
5.ฝากครรภ์ เพื่อป้องกันการชักในระหว่างตั้งครรภ์ และเพื่อหลีกเลี่ยงการคลอดยาก ซึ่งอาจทำให้เด็กชักเมื่อโตขึ้น
6.งดเว้นการดื่มสุรา และยากระตุ้นประสาททุกชนิด
7.รักษาโรคทางกาย เช่น เบาหวาน โรคไต ให้อยู่ในภาวะเป็นปกติที่สุด

การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคลมชัก..
คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นลมชัก
1. ผู้ที่เคยชัก (รวมทั้งผู้เห็นเหตุการณ์) ควรพยายามสังเกตและจดจำลักษณะของลมชักไว้
เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตรวจและรักษา
2. ควรหลีกเลี่ยงการงานที่เสี่ยงอันตราย โดยเฉพาะเมื่อยังควบคุมอาการชักไม่ได้ดี
เช่น งานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลที่สูง ใกล้น้ำ บนผิวจราจร เตาไฟ หรือของร้อน
3. พึงระวังและหลีกเลี่ยงที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการชัก ได้แก่
- การอดนอน
- อารมณ์เครียด
- ตรากตรำการงาน
- ออกกำลังจนเหนื่อยอ่อนอย่างมาก
- การดื่มเหล้า
- ที่สำคัญที่สุด คือการกินยากันชักไม่สม่ำเสมอ
4. ปฏิบัติตัวและกินยา ตามคำแนะนำของแพทย์
- ไม่หยุดยา เปลี่ยนแปลงขนาดยา หรือซื้อยากินเอง
- ไม่ควรเปลี่ยนแพทย์บ่อยๆ เพราะทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง
- ควรบันทึกหรือทำปฏิทิน การกินยา และการนัดพบแพทย์เพื่อกันลืม
- ถ้าลืมกินยาไปเพียงมื้อเดียวหรือวันเดียว ให้เริ่มกินมื้อต่อไปตามปกติ
- ไม่ควรกินยาขนานอื่นๆ ร่วมกับยากันชักโดยมิได้ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจมีผลต่อประสิทธิภาพของยา
ทั้งในด้านหักล้างทำให้คุมชักไม่ได้ หรือเสริมฤทธิ์กัน จนเกิดเป็นพิษขึ้นได้
- ถ้ามีอาการผิดปกติใดๆ ที่สงสัยว่าจะแพ้ยา ควรกลับมาพบแพทย์ผู้รักษา อย่าตัดสินใจเอง
- ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนสถานที่รักษา ควรนำยาที่กินอยู่ไปให้แพทย์ดูด้วย
5. แม้ว่าจะคุมอาการชักได้ดีแล้ว ห้ามหยุดเอง ก่อนเวลาที่แพทย์จะสั่ง เพราะโรคอาจยังไม่หาย และอาจชักอีกได้
6. เมื่อตั้งครรภ์ หรือเจ็บป่วยอย่างอื่นควรแจ้งแก่แพทย์ผู้รักษาถึงโรคที่เป็น และยาที่กินอยู่
7. ยอมรับความเจ็บป่วยของตน และศึกษาหาความรู้ เพื่อความเข้าใจและการปฏิบัติตนที่ถูกต้อง รวมทั้งทำจิตใจให้เบิกบานอยู่เสมอ

[ สะท้อนความคิด ]

เหตุผลที่สนใจโรคนี้..
เพราะเป็นโรคที่คนส่วนใหญ่รู้จักเพียงแค่ผิวเผิน หากมีคนเกิดเป็นลมชักขึ้นมา จะได้รู้วิธีช่วยเหลือที่ถูกที่ควร
ข้าพเจ้าจึงอยากจะค้นคว้าหาข้อมูลที่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

ความคิดเห็นต่อโรคนี้..
เป้นโรคเกี่ยวกับระบบประสาท ซึ่งจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อผู้ที่เป็นโรคนี้ และยากต่อการหายขาด
โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า โรคนี้เป็นอีกโรคหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

แหล่งสืบค้นข้อมูล..
http://www.followhissteps.com/web_health/epilepsy.html
http://www.md.chula.ac.th/th/public/medinfo/disease/epilepsy/index.html
http://www.doctor.or.th/node/1580
http://www.thailabonline.com/brain1epilepsy.htm
http://www.thaiepilepsy.com/index.php?option=com_content&view=article&id=47:epidemiology&catid=34:epilepsy&Itemid=57


รูปภาพของ kalayarat

ขอบคุณค่ะ ตรวจแล้ว

.กัลยารัตน์   เมธีวีรวงศ์



อ๋อยย เป็นทีนี่ เครียดน่าดู อิอิ

ห้ามโน่น ห้ามนี่ TT

แถมต้องกินยาๆๆๆ



การปฏิบัติตัวหลายๆอย่าง

เพื่อนเราคนนี้ จะทำได้มากน้อยแค่ไหนเนี่ย

หมูก็เงี้ย ขี้ลืม !!!

 

 

หายไวไว กินยา อย่าหยุด ย้ำ !! ห้ามหยุด



ทำไมมันมีอาการเยอะแบบนี้หละเนี๊ยะ !!! 

O"O

*อย่าลืมกินยาน๊าส์

จะได้หายไวๆ ^^

รักหมู~