งานช่างสิบหมู่



งานช่างสิบหมู่
Ten Divisions of Traditional Thai Crafts
 


           งานช่างสิบหมู่ กล่าวได้ว่า เป็นงานช่างประเภทประณีตศิลป และงานประเภทวิจิตรศิลปเป็นสำคัญ ทั้งนี้พึง ทราบได้ในชั้นต้นโดยชื่อที่ขนานนามหมู่ช่างพวกนี้ว่า "สิปป" คือ "ศิลป" บรรดาช่างสิบหมู่จัดว่าเป็นผู้ที่มีฝีมือ ความสามารถและชำนาญการในการสร้างสรรค์ "สิ่งดีของงาม" ที่เป็นศิลปกรรมเพื่อสนองความประสงค์ของ ราชการในส่วนพระมหากษัตริย์ในส่วนที่เนื่องด้วยการทำนุบำรุงพระศาสนา และบริการแก่สังคม หรือผลงานที่ได้ สร้างให้เป็นผลสำเร็จด้วยฝีไม้ลายมือและความสามารถทั้งในเชิงประณีตศิลปและวิจิตรศิลปโดยแท้           

 


ภาพจากhttp://dvthai2.com/Bd09.htm
 

 

            ช่างสิบหมู่ หรือบรรดาช่างทำการศิลปกรรมประเภทต่างๆ ซึ่งจะมีคำอธิบายงานของช่างแต่ละหมู่ต่อไป ข้างหน้านี้ จัดว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญในการสร้างสรรค์แบบแผนของรูปลักษณะ ศิลปลักษณะขนบนิยม และประเพณีนิยมขึ้นในงานศิลปกรรมแต่ละประเภทบริการแก่สังคม สมัยนิยม และค่านิยมในหมู่คนทั่วไปในสังคม มักได้รับการชี้นำหรือกำหนดขึ้นจากแบบแผนทางรูปลักษณะของงานศิลปกรรมที่บรรดาช่างต่างๆ สร้างสรรค์ แสดงออกและนำเสนอต่อสังคมแต่ละสมัย ช่างสิบหมู่แต่ละพวกๆ อาจดำเนินการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมด้วยวัสดุที่ ต่างกัน ระเบียบวิธีสร้างงานที่ต่างกันก็ดี และเนื้อหาสาระที่นำเสนอต่างๆ กันก็ดี แต่มีประเด็นหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ สาระสำคัญทางด้าน "รูปลักษณะ" ที่บรรดาช่างใช้เป็น "สื่อ" แสดงออกความนึกคิดนึกเห็นให้ปรากฏเป็น "รูปธรรม" จะได้รับการแสดงออกด้วย "รูปลักษณะ" เป็นไปตาม "ขนบและประเพณีนิยม" ตามๆ กันไปทั้งสิ้น

 

              ความหมายของคำว่า
ช่าง : หมายถึง ผู้ทำงานด้วยมือใช้แรงงานสร้างสรรค์งานศิลป์ออกมาในสมัยโบราณ ช่างมีปัญญาล้ำเลิศ
สามารถเนรมิต สร้างผลงานศิลปะซึ่งในปัจจุบันยากที่จะกระทำได้

สิบ : ยังไม่อาจตีความได้แน่ชัดบางท่านก็ว่ามาจากคำว่า "สิปปะ" ในภาษาบาลี ซึ่งหมายถึง ศิลปะนั่นเอง
บางท่านว่าหมายถึง สิบๆ ซึ่งเป็นวิธีการเรียกรวมๆ ในสิ่งที่ยากแก่การนับ คือ มีช่างเป็นสิบๆหมู่

หมู่ : หมายถึง กลุ่ม พวก หรือ หมวด 


 

          “ช่างสิบหมู่” ตามพจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรม ฉบับราชบัณฑิตย สถาน อธิบายคำนี้ว่า คือชื่อช่างหลวง ซึ่ง สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์ประทาน พระยาอนุมานราชธน ลงวันที่ 31 ส.ค. 2479 ในหนังสือบันทึกเรื่องราวความรู้ต่าง ๆ ว่า…ช่างสิบหมู่เป็นแต่ชื่อกรมที่รวบรวมช่างได้มี 10 หมู่ด้วยกัน ไม่ใช่ช่างในบ้านเมืองมีแต่สิบอย่างเท่านั้น แต่ที่เรียกว่าช่างสิบหมู่ก็เพื่อต้องการรวบรวมช่างที่เป็นส่วน สำคัญไว้ก่อนเพียง 10 หมู่ แล้วภายหลังคิดเพิ่มเติมหรือแยกแขนงออกไปอีกตามลักษณะของงาน

 

          หากดูตามบัญชีช่างที่ขึ้นทำเนียบเป็นช่างหลวง มีดังนี้…ช่างเลื่อย ช่างก่อ ช่างดอกไม้เพลิง ช่างไม้สำเภา ช่างปืน ช่างสนะจีน ช่างสนะไทย ช่างขุนพราหมณ์เทศ ช่างรัก ช่างมุก ช่างปากไม้ ช่างเรือ ช่างทำรุ ช่างเขียน ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างกลึง ช่างหล่อ ช่างปั้น ช่างหุ่น ช่างบุ ช่างปูน ช่างหุงกระจก ช่างประดับกระจก ช่างหยก ช่างชาดสีมุก ช่างต่อกำปั่น และช่างทอง

 

          และในบันทึก พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ ผู้ควบคุมช่างสิบหมู่ใน สมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงจำแนกไว้ดังนี้…1.หมู่ช่างเขียน ประกอบด้วย ช่างเขียน ช่างปิดทอง 2.หมู่ช่างแกะ มีทั้งช่างแกะตรา ช่างแกะลาย ช่างแกะพระหรือภาพ 3.หมู่ช่างหุ่น มีช่างไม้ ช่างไม้สูง ช่างเลื่อย ช่างปากไม้ 4.หมู่ช่างปั้น มีช่างขี้ผึ้ง ช่างปั้น ช่างขึ้นรูป 5.หมู่ช่างปูน มีช่างปั้น ช่างปูนก่อ ช่างปูนลาย ช่างปั้นปูน 6.หมู่ช่างรัก มีช่างลงรัก ช่างปิดทอง ช่างประดับกระจก ช่างมุก 7.หมู่ช่างบุ เป็นช่างเดี่ยว 8.หมู่ช่างกลึง มีช่างไม้ 9.หมู่ช่างสลัก มีช่างฉลุ ช่างกระดาษ ช่างหยวก ช่างเครื่องสด 10.หมู่ช่างหล่อ มีช่างหุ่นดิน ช่างขี้ผึ้ง ช่างผสมโลหะ

 

         ขณะที่เมื่อนำข้อมูลข้างต้นมาเทียบกับข้อมูลในหนังสือช่างสิบหมู่ ซึ่งจัดพิมพ์เมื่อปี 2540 โดยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ได้ลำดับงานของช่างสิบหมู่เดิมที่มีมาแต่ในอดีตว่า…งานของช่างสิบหมู่ที่ปรากฏชัดเจนนั้นคือ…1.ช่างเขียน 2.ช่างปั้น 3.ช่างแกะ 4.ช่างสลัก 5.ช่างหล่อ 6.ช่างกลึง 7.ช่างหุ่น 8.ช่างรัก (ลงรักปิดทอง) 9.ช่างบุ 10.ช่างปูน ก็ใกล้เคียงกับข้อมูลดังที่ปรากฏเดิม

 

         ที่สำคัญ ในหนังสือเล่มดังกล่าวยังอธิบายที่มาที่ไปของคำว่า “ช่างสิบหมู่” ที่ศึกษารวบรวมจากเอกสารต่าง ๆ ไว้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ…ในส่วนราชการแต่ละส่วนที่เรียกว่า “กรม” แต่ละสมัยนั้น มีส่วนราชการหนึ่งชื่อว่า “กรมช่างสิบหมู่” รวมอยู่ด้วย ส่วนราชการนี้เป็นที่ทราบกันโดยประเพณีสืบๆ กันมาว่า “เป็นส่วนที่รวบรวมบรรดาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และฝีมือช่างศิลปะประเภทต่าง ๆ ที่มีอยู่ในบ้านเมือง” เข้ามารับสนองราชการ ประจำ จึงได้รับการขนานนามมาแต่เดิมว่ากรมช่างสิบหมู่

 

         และแม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นมา ไม่ปรากฏว่าได้รับการบันทึกเป็นเอกสาร แต่ก็มักจะมีอยู่ในเรื่องแทรกในพระราชพงศาวดารต่างๆ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีบันทึกปรากฏชัดเจนในสมัยรัตนโกสินทร์

 

        ช่างสิบหมู่มีหน้าที่โดยตรงในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมต่างๆ ทั้ง ประณีตศิลป วิจิตรศิลป มัณฑนศิลป แก่ราชการในส่วนพระองค์ อาทิ เครื่องราชูปโภค พระราชพาหนะ พระราชมณเฑียรสถาน เป็นต้น 
  

 

         นอกจากนี้ กับต้นกำเนิดของคำว่า “ช่างสิบหมู่” ในหนังสือเรื่องพระประวัติ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ กล่าวถึงคำนี้ไว้ว่า…เป็นคำที่เลื่อนมาแต่คำว่า “ช่างสิปป” เป็นภาษาบาลีมีความหมายนัยเดียวกับคำว่าศิลปะ และในภาษาสันสกฤตหมายถึงฝีมือทางการช่าง แต่คนไทยพูดประหยัด คำกันมาก หรือไม่ก็ออกเสียงไม่คล่องลิ้น คำว่าสิปปก็หดสั้นลงเป็นสิป ช่าง สิปปก็หดสั้นเป็นช่างสิป นานเข้าก็ค่อย ๆ ห่างไกลความเข้าใจและเปลี่ยนรูปกลายเป็น “จำนวนนับ 10” และภายหลังก็มีการเติมคำว่า “หมู่” ต่อท้าย ก็เลยกลายเป็นคำว่า “ช่างสิบหมู่”

 

           ในแวดวงศิลปะถือว่าช่างสิบหมู่เป็นสถาบันทางการช่างศิลปกรรม แบบไทยประเพณีสถาบันหนึ่ง บุคคลที่มีความสามารถและฝีมือเป็นช่างในสถาบันนี้ จัดเป็นช่างหลวง และเป็นข้าราชการในราชการของราชสำนักในสมัยที่ไทยยังปกครองด้วยระบบราชาธิปไตย

 

          ยุคปัจจุบัน หน่วยงานสำคัญหน่วยงานนี้ได้เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนราชการในรูปของ “สำนักช่างสิบหมู่” สังกัดกรมศิลปากร โดยมีภารกิจหลักที่สำคัญทางด้านศิลปกรรมไทย มีหน่วยงาน 5 กลุ่มและฝ่าย ดังนี้…กลุ่มประณีตศิลป์และการช่างไทย (กปช.), กลุ่มจิตรกรรมศิลปะประยุกต์และลายรดน้ำ (กจศ.), กลุ่มประติมากรรมและช่างปูนปั้น (กปป.), กลุ่มวิชาการด้านช่างศิลปะไทย (กวศ.) และฝ่ายบริหารงานทั่วไป (ฝบห.)

 

          กลุ่มช่างสิบหมู่ในปัจจุบัน ปฏิบัติภาระกิจในสายงานช่างประณีตศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่ของไทยโบราณ ถึงจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ความสามารถด้านช่างจากช่างในยุคกรมช่างสิบหมู่เดิมได้น้อยมาก ( ยังคงมีช่างที่เป็นลูกศิตย์ของครูช่างโบราณที่ถ่ายทอดให้รุ่นน้องเหลืออยู่บ้างในช่วง ยี่สิบปีที่ผ่านมา ได้แก่ลูกศิตย์ของ ศาสตราจารย์ พระพรหมณ์พิจิตร อจ.พระเทวาพินิมมิตร และ อจ.หลวงพิศาลศิลปกรรม เป็นต้น ) แต่งานช่างสิบหมู่ปัจจุบันก็ไม่สามารถครอบคลุมงานช่างได้ทุกสาขาที่มีมาแต่โบราณได้ และการจัดหมวดหมู่ก็เป็นไปตามความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ การเมือง การปกครองของชาติ ซึ่งผู้บริหารในแต่ละยุคจะเห็นสมควร
สำหรับช่างสิบหมู่ในปัจจุบัน มีสถานะภาพเป็น กลุ่มงานช่างสิบหมู่ ในสังกัดสำนักสถาปัตยกรรมและหัตถศิลป์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (พ.ศ.๒๕๔๕) กลุ่มช่างสิบหมู่มีภาระกิจดังต่อไปนี้
๑.ปฏิบัติงานด้านสร้างสรรค์งานประณีตศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาศิลปกรรมด้านนี้
๒. ปฏิบัติงานซ่อมอนุรักษ์ศิลปวัตถุที่ต้องใช้กระบวนการช่างลักษณะช่างสิบหมู่ เพื่ออนุรักษ์ศิลปกรรมอันมีค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป
๓. ค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย รวบรวม จัดทำเอกสารทางวิชาการหรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวกับศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่เพื่อเผยแพร่และสืบทอดศิลปกรรมด้านนี้
๔. ออกแบบ – เขียนแบบด้านประณีตศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่เพื่อปฏิบัติการด้านช่างสิบหมู่ในลักษณะต่าง ๆ และเมื่อมีหน่วยงานภายนอกขอมาโดยความเห็นชอบของผู้บังคับบัญชา
๕. จัดสาธิตและบรรยาย อธิบาย ช่วยสอนพิเศษรายวิชา ด้านประณีตศิลปกรรมด้านช่างสิบหมู่เพื่อเผยแพร่และสืบทอดศิลปกรรมด้านนี้

  

            "รูปลักษณะ" ของงานช่างสิบหมู่นี้ยังมีประเด็นที่สำคัญซึ่งควรอธิบายต่อไปอีกประเด็นหนึ่งคือ คติความเชื่อ หรือประเพณีนิยมเนื่องด้วยรูปแบบและลักษณะของรูปแบบซึ่งแสดงออกในงานช่างสิบหมู่ประเภทต่างๆ ซึ่งภึงสังเกต เห็นได้จากรูปลักษณะของรูปแบบ ภาพมนุษย์ ภาพสัตว์ ภาพไม้ใบและไม้ดอก ภาพภูเขาและพื้นน้ำ ภาพปราสาท และบ้านเรือน เป็นต้น ล้วนแต่เป็นรูปลักษณะที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นตามคติความเชื่อหรือประเพณี นิยมเป็นข้อกำหนดโดยถือการสร้างรูปลักษณะขึ้นใหม่ (re form) จากรูปลักษณะเป็นปรกติตามธรรมชาติ (natural form) เป็นต้นแบบแห่งความดลใจ (source of inspiration) ให้เกิดการสร้างสรรค์ (created) อันประกอบไปด้วยรูป ลักษณะเหนือความเป็นจริงตามธรรมชาติ และความงามตามอุดมคติ (ideal) หรือประเพณีนิยม (traditional) แห่ง สังคมไทย ดังนี้รูปลักษณะของสรรพสิ่งทั้งหลายที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ เช่น รูปลักษณะประเภทลวดลาย ภาพมนุษย์ ภาพสัตว์ ภาพต้นไม้และเขามอ ภาพบ้านเมือง เป็นต้น แล้วถ่ายทอดลงไว้ในงานศิลปกรรมต่างๆ เป็นต้น งานเขียนภาพ งานปั้น งานแกะ งานสลัก ฯลฯ จึงเป็นแต่รูปลักษณะที่เป็น "รูปแบบประดิษฐ์" (invented form) และเป็นรูปลักษณะที่เป็นไปตามคติความเชื่อหรือประเพณีนิยมตามระบบ "อุดมคตินิยม" (idealism) โดยแท้

 

           อนึ่ง งานศิลปกรรมที่ได้รับการสร้างขึ้นบริการแก่สังคมไทย ที่มีมาแต่อดีตสมัยและในภายหลังเป็นลำดับ มานั้นก็ล้วนแต่ได้ใช้รูปลักษณะที่เป็นรูปแบบประดิษฐ์ตามระบบอุดมคตินิยมตามกล่าวนี้ ดังนี้ ศิลปกรรม ที่ได้รับการ สร้างขึ้นโดยเฉพาะบรรดาช่างสิบหมู่ก็ดี ช่างหลวง ช่างเชลยศักดิ์ พระภิกษุช่างก็ดี จึงได้รับการขนานนามเรียกชื่อ ว่า "ศิลปกรรมแบบไทยประเพณี" (Thai Traditional Art)

 

          ช่าง ในสมัยก่อนนี้จะต้องเป็นทั้งผู้คิดและผู้ปฏิบัติด้วยอยู่ในคนคนเดียวกันจึงต้องเป็นคนที่มีพรสวรรค์และจินตนาการที่ลึกซึ้งตลอดจนฝีมือที่ละเอียดประณีตบรรจงและที่สำคัญจะต้อง มีใจรักในงานเป็นอย่างยิ่งช่างทั้ง10หมู่นี้จะเป็นช่างหลวงและทำงานสนองพระราชประสงค์ หรือพระบรมราชโองการของพระเจ้าแผ่นดิน ช่าง 10 หมู่ประกอบด้วย

 

           1. หมู่ช่างเขียน ซึ่งเป็นงานแม่บทในกระบวนช่างทั้งหลายเพราะไม่ว่าจะเป็นงานช่างใด ก็ตามจะต้องอาศัย การเขียน การวาดเป็นแบบก่อนเสมอ ช่างในหมู่นี้จึงประกอบด้วย ช่างเขียน ช่างปิดทอง ช่างลงรัก ช่างแกะ ช่างปั้น ช่างหุ่น และอื่นๆ

 

          2. หมู่ช่างแกะ หรือที่ปัจจุบันเรียกว่าเป็นช่างแกะสลักหมู่ของช่างแกะจะประกอบด้วยช่าง แกะตราช่างแกะลายช่างแกะพระช่างแกะภาพทั้งยังหมายรวมไปถึงช่างเงินช่างทองและช่าง เพชรพลอยอีกด้วย

 


ภาพจากhttp://www.nfe.go.th

 

 

          3. หมู่ช่างหุ่น " หุ่น " ในที่นี้หมายถึง "รูปร่าง"ช่างหุ่นจึงเป็นช่างที่ทำสร้างให้เป็นตัวหรือ เป็นรูปร่างขึ้นมา หมู่ของช่างหุ่นจึงประกอบไปด้วยช่างไม้ ช่างไม้สูง ช่างเลื่อย ช่างบากไม้ ช่างทำหุ่นรูปคน / รูปสัตว์ / หัวโขน ช่างเขียน

 


ภาพจากhttp://www.nfe.go.th

 

 

          4.หมู่ช่างปั้น ช่างปั้นจะมีความสัมพันธ์กับช่างปูนช่างหล่อเป็นอย่างมากและผลงานช่างปั้น ก็มักจะออกมาในรูปของผลงานของช่างทั้ง 2 หมู่ของช่างปั้นจึงประกอบไปด้วยช่างขี้ผึ้งช่างปูน ช่างขึ้นรูป และช่างหุ่น

 


ภาพจากhttp://www.nfe.go.th

 

          5. หมู่ช่างปูน ลักษณะงานของช่างปูนจะมีทั้งงานซ่อมและงานสร้างช่างปูนจะแบ่งออกเป็น พวกปูนก่อพวกปูนฉาบ และพวกปูนปั้นซึ่งพวกหลังสุดคือพวกปูนปั้นนี้จะต้องมีความแระณีต เป็นพิเศษกับจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์จึงจะสามารถผลิตผลงานออกมางดงามและคงมนช่าง ที่รวมอยู่ในหมู่ช่างปูนนี้จะประกอบไปด้วยช่างปั้น ช่างปูนก่อ ช่างปูนฉาบ และช่างปูนปั้น

 


ภาพจากhttp://www.nfe.go.th/

 

 

          6.หมู่ช่างรัก ช่างรักนี้มีมานานตั้งแต่ปลายสมัยสุโขทัยแล้วงานศิลปะไทยหลายแขนงที่จะต้องมี การลงรักปิดทองเป็นขั้นสุดท้าย ช่างที่อยู่ในหมู่ของช่างรัก ประกอบด้วย ช่างลงรัก ช่างปิดทอง ช่างประดับกระจกช่างมุก และช่างเครื่องเขิน

 


ภาพจากhttp://www.nfe.go.th

 

 

          7.หมู่ช่างบุ "บุ"หมายถึงการตีแผ่ให้เป็นแผ่นแบนๆซึ่งอาจจะแบนออกมาเป็นรูปต่างๆหรือ เป็นแผ่นแบนธรรมดาก็ได้งานของช่างจึงเกี่ยวพันโดยตรงกันกับงานโลหะทุกชนิด (เงิน นาก ทองเหลือง ทองแดง และทองคำ) จนบางครั้งเรียกกันว่า เป็นช่างโลหะไปเลย

 


ภาพจากhttp://www.nfe.go.th/

 

          8.หมู่ช่างกลึง งานของช่างในหมู่ช่างกลึงนี้นอกจากจะมีการกลึงให้กลมและ ผิวเรียบแล้ว ยังรวมไปถึงการประดับตกแต่งสิ่งที่กลึงแล้วอีกด้วยเช่น การปิดทอง การประดับกระจก การ แกะสลัก ช่างในหมู่ของช่างกลึงจึงประกอบไปด้วย ช่างไม้ ช่างเขียน ช่างแกะงา (ช้าง) ช่างทำ กลอง ช่างลงรัก ช่างปิดทอง ช่างประดับกระจก

 


ภาพจากhttp://www.nfe.go.th/

 

          9.หมู่ช่างสลัก งานของช่างสลักนี้จะเน้นไปในเรื่องของการสลักเสลาให้สวยงามจึงต้องมีความ ประณีตบรรจงเป็นพิเศษ วัสดุที่ใช้ในการสลักอาจเป็นของแข็ง เช่น ไม้ กระดาษ และของอ่อนที่ เรียกกันว่า เครื่องสด เช่น หยวกกล้วย ช่างของหมู่ช่างสลัก ประกอบด้วย ช่างฉลุ ช่างกระดาษ ช่างหยวก ช่างเครื่องสด

 


ภาพจากhttp://www.nfe.go.th/

          10.หมู่ช่างหล่อ ด้วยประเทศไทยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติงานหล่อของไทยจึงเน้น หนักไปในการหล่อพระพุทธรูปเป็นส่วนใหญ่หมู่ของช่างหล่อ ประกอบด้วยช่างหุ่นดินช่างขี้ผึ้ง ช่างผสมโลหะ และช่างหล่อโลหะ

         พระพุทธรูปหล่อ
         การสร้างพระพุทธรูปในประเทศไทย มีทั้งแกะสลักจากศิลา ไม้ ปั้นด้วยปูน หล่อด้วยโลหะในสมัยหลังนิยมหล่อ พระพุทธรูปด้วยโลหะมากกว่า เรียกกันว่า พระพุทธรูปหล่อ
         พระพุทธรูปหล่อที่สำคัญในประเทศไทยใช้วัสดุต่าง ๆ ในการหล่อพระพุทธรูป ได้แก่ สำริด ทองคำ ทองเหลือง ทองแดง โลหะและนาก

 


ภาพจากhttp://www.nfe.go.th/

 

            การจำแนกช่างไทยโบราณไว้ทั้ง 10 หมู่ ดังกล่าวนี้ เป็นเพียงการจัดเข้าหมู่กัน ให้ได้จำนวน 10 หมู่ แต่มิได้หมายจะให้ตรงกับคำว่า "ช่างสิบหมู่" เพราะยังมีช่างอีกพวกหนึ่งคือ ช่างทอง ไม่เข้าหมู่ช่างทั้งหลาย เพราะมีหน่วยงานเฉพาะ ทั้งเป็นช่างที่ต้องใช้ฝีมือมาก งานบางอย่างต้องซื่อสัตย์ สุจริต จริงๆ เพราะทองคำย่อมมีราคาสูง อาจจะต้องประกอบด้วยเพชร พลอย จึงเป็นหน่วยงานที่มักเรียกกันว่า "สุวรรณกิจ" มีหน้าที่ทำเครื่องราชูปโภคโดยเฉพาะ เป็นต้น 
 

 

          ปัจจุบันงานช่างต่าง ๆ ยังคงมี 10 หมู่ มีดังนี้

1.ช่างเขียนภาพและลายไทย

2.ช่างไม้แกะสลัก

3.ช่างปิดทองประดับกระจก ประดับกระเบื้อง

4.ช่างมุก

5.ช่างปูนและช่างปั้นลายปูนสด

6.ช่างลายรดน้ำและเครื่องเงิน

7.ช่างหัวโขน

8.ช่างเคลือบโลหะ

9.ช่างปั้นหล่อ

10.ช่างเขียนแบบพุทธศิลป์สถาปัตย์

 

            สำนักช่างสิบหมู่ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมศิลปากร มีหน้าที่และความรับผิดชอบดังนี้

- ผดุงรักษา ฟื้นฟู และสืบทอดศิลปวิทยาการทางด้านช่างฝีมือ และเป็นศูนย์ข้อมูลด้านศิลปกรรมของชาติ

- ดำเนินการด้านช่างและงานศิลปะ ในการบูรณะซ่อมแซม เพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและงานศิลปกรรมที่มีคุณค่าของชาติ

- ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนางานด้านช่างศิลปกรรมของชาติ

- สำรวจ ออกแบบ เขียนแบบ งานสถาปัตยกรรม วิศวกรรมภูมิสถาปัตยกรรม ประมาณราคากลาง ควบคุมและตรวจงานก่อสร้าง   

  เพื่อการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ไทยประยุกต์ และไทยร่วมสมัย การออกแบบตกแต่งภายในและศิลปสถาปัตยกรรม

  ที่เกี่ยวข้อง ให้แก่ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ วัด สถาบัน องค์กร

- ดำเนินการสร้างสรรค์ งานจิตรกรรม ประติมากรรม และงานช่างสิบหมู่ รวมทั้งงานศิลปประยุกต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ

- ควบคุม ดูแล บำรุง รักษา ซ่อมบูรณะ สนับสนุนการสร้างอนุสาวรีย์สำคัญของชาติและการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ

- เผยแพร่ สนับสนุน และส่งเสริมงานด้านช่างศิลปกรรมของชาติแก่สถานศึกษา ชุมชน สังคม

 

 

ที่มาจาก   

www.panyathai.or.th

www.siamwoodcarving.com

www.nfe.go.th