tourette's syndrome (ทูเร็ทซินโดม)



  • tourette's syndrome (ทูเร็ทซินโดม)

 

 

  • กลุ่มโรคประเภท ความผิดปกติด้านสมอง อาการของโรค แสดงอาการกระตุกของกล้ามเนื้อหลายๆ มัดพร้อมๆ กันหรือมีการเปล่งเสียงออกมาจากลำคอหรือจากจมูก  อาจเป็นคำที่มีความหมายหรือไม่มีก็ตาม  อาการจะขึ้นๆ ลงๆ     เกิดขึ้นเองทันที เกิดซ้ำๆ รวดเร็ว  และไม่รู้ตัว อยู่นอกเหนือการควบคุมแต่ถ้าผู้ป่วยพยายามตั้งใจควบคุมจะทำได้ในช่วงสั้นๆ  โดยที่อาการจะเป็นเกือบทุกวัน  บางครั้งเว้นระยะห่างออกไปแต่ไม่นานเกิน 3 เดือนก็จะมีอาการกลับมาเป็นใหม่  ลักษณะของความรุนแรงหรือตำแหน่งที่เกิดอาการจะเปลี่ยนแปลงได้ในระยะเวลาที่โรคดำเนินต่อไป  อาการแสดงจะเกิดก่อนอายุ 18 ปีโดยมิได้เกิดจากสารกระตุ้นระบบประสาทหรือโรคทางกายอื่นๆ เสียงที่เปล่งออกมาอาจไม่มีภาษาซึ่งจะเกิดร่วมกับอาการกระตุกของกล้ามเนื้อหรืออาจเกิดไม่พร้อมกันได้
  •   

    • Tourette's syndrome หรือ Gilles de la Tourette’s syndrome (GTS) คือ โรค tics ชนิดรุนแรง มีอาการสำคัญคือ มีการกระตุกกล้ามเนื้อใบหน้าและลำตัวกระตุกอย่างมาก ร่วมกับเปล่งเสียงประหลาดออกมาเช่น เสียงจาม กระแอม คำราม หรือขากไอ ด่าพูดคำหยาบโดยไม่ตั้งใจ(Coprolalia) บางรายตามคำพูดคนที่คุยด้วย บางรายอาจพูดติดอ่าง หรือพูดซ้ำๆ ซึ่ง tics ชนิดนี้มักก่อให้เกิดปัญหาในการดำรงชีวิต เป็นอย่างมาก
      อัตราการเกิดโรค
      Tourette’s disorder
      พบร้อยละ 26.7 ของผู้ป่วยใหม่ที่วินิจฉัยว่าเป็น
      tic disorders พบอัตราการเกิดโรคในเพศชายมากกว่าหญิง 5 เท่า 
       

     

    • Ø  การรักษา  นอกจากการวินิจฉัยและวินิจฉัยแยกโรคแล้ว การติดตามอาการและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแพทย์และผู้ป่วยจะช่วยให้ผู้ป่วยกล้าเล่าอาการต่างๆที่อาย แต่ไม่อยากบอกแต่ทำให้เกิดข้อจำกัดทางสังคมแก่ผู้รักษา อาการนอกเหนือจาก Tics เหล่านี้บางครั้งทำให้เกิดปัญหาแก่ผู้ป่วยและครอบครัวมากยิ่งกว่าอาการผิดปกติของการเคลื่อนไหวเสียอีก อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเน้นคืออย่าลงโทษเด็ก โดยคิดว่าเมื่อกลัวแล้วจะเลิกทำไป เนื่องจากอาการTicsไม่ได้เพราะนิสัยหรือการตั้งใจทำเพื่อประชดประชันหรือท้าทาย
      ในระยะแรกถ้าอาการยังไม่รุนแรง มีการรักษาพฤติกรรมที่แพทย์สามารถแนะนำให้เด็กโตทดลองปฏิบัติ เป็นการสอนผู้ป่วยให้รู้จักว่าอาการใดเป็นอาการที่ต้องลด (Awarness trainning) เมื่อรู้สึกว่าอาการนั้นกำลังจะเกิดก็ให้เริ่มทำอาการอื่นขึ้นมาขัด(Completing response) อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้คือการจัดให้ผู้ป่วยและครอบครัวที่มีอาการเรื้อรัง ได้พบกับครอบครัวอื่นๆ ว่ามีวิธีการในการช่วยเหลือผู้ป่วย อย่างไร รวมทั้งผลกระทบด้านต่างๆ จากการรักษาทางยา และการเรียน เนื่องจากอาการ Tics มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนความรุนแรงและอาการขึ้นลงได้ การทำบันทึกโดยผู้ป่วยหรือครอบครัวจะทำให้ผู้ป่วยเข้าใจตนเองและสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้น

     

    •  การรักษาทางยา (Pharmacotherapy)
        โดยทั่วไปเราพยายามเริ่มใช้ยาให้ช้า และเริ่มให้หลังจากที่รู้จักจังหวะขึ้นลงของอาการของผู้ป่วยแล้ว ที่สำคัญคือต้องทำความเข้าใจว่าการรักษา Tics ทางยาเป็นเพียงการรักษาเพื่อลดอาการ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการพยากรณ์โรค
      และยาเหล่านี้ต้องค่อยๆ ใช้เวลาในการออกฤทธิ์

      ยารักษาโรค
      Haloperidol (Haldol) 0.25-0.5mg dose1-5mg/day
      เป็นยารักษาโรคทางจิตที่ใช้กับกลุ่มผู้ป่วยที่มี Tourette's syndrome ได้ผล 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ข้อเสียคือจะกลับมาเป็นใหม่เมื่อหยุดยา และมีผู้ป่วยเพียง 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ ที่รับประทานยาต่อ เนื่องจากผลข้างเคียงของยา ได้แก่ ง่วงนอน มึนงง ควบคุมการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อไม่ได้ ยาที่ปลอดภัยกว่าได้แก่ โคลนิดีน (คาตาเพรส) [colnidine (Catapres)] ซึ่งเป็นยาลดความดัน ยานี้จะขัดขวางสัญญาณประสาทบางส่วน บางรายงานพบว่าได้ผลกับผู้ป่วย 40 – 70 เปอร์เซ็นต์ ที่มีกลุ่มอาการตูเรตต์
      นอกจากนี้ยังมียาที่ใช้ได้แก่ pimozide, risperidone, ziprasidone, olanzepine, guantacine, clonidine, fluphenazine, clonazepam, และ tetrabenazine

    •   
    • VIDEO ที่เกี่ยวข้อง
    • ศึกษาเพิ่มเติม

    
    รูปภาพของ kalayarat

    ตรวจแล้ว

    ขอบคุณค่ะ

    อ.กัลยารัตน์