โรคแผลริมอ่อน---Chancroid...กับการรักษา



     

               โรคแผลริมอ่อน ซิฟิลิสเทียม หรือโรคฮวบในภาษาไทย เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้ประมาณ 2-5% ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า ฮีโมฟิลุสดูเครย์ (Haemophilus Ducreyi) โรคนี้ติดต่อได้ง่าย แต่ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้

               โรคแผลริมอ่อนจะทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ ลักษณะคล้ายแผลเปื่อย ขอบไม่แข็งและไม่เรียบจึงเรียกว่า แผลริมอ่อน เวลาแตะถูกมักมีเลือดซิบๆ และรู้สึกเจ็บ มักมีหลายแผล ต่อมาต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะโตติดกันเป็นพืด ลักษณะเป็นสีแดงคล้ำและนุ่ม บางครั้งมีหนองไหลออกมาเรียกว่า "ฝีมะม่วง"  ส่วนมากโตเพียงข้างเดียว บางคนอาจมีไข้ หนาวสั่น เบื่ออาหารร่วมด้วย ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แผลจะลุกลามไปมากจนทำให้อวัยวะเพศแหว่งหายได้ และหากไม่รักษาจะเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อ HIV ได้ง่าย

               ข้อมูลสืบเนื่องมาจาก http://www.suriyothai.ac.th/node/857 ของนางสาวจิดาภา ธนโรจน์  (Jidapa Tanaroj) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2552

               เหตุผลที่เลือกโรคแผลริมอ่อน เพราะเคยได้ยินชื่อโรคนี้มานานแล้ว แต่ไม่รู้อย่างถ่องแท้ว่ามันเป็นอย่างไร ทำให้อยากค้นคว้าเกี่ยวกับโรคนี้เพิ่มเติม เพื่อเป็นความรู้รอบตัว และสามารถเผยแพร่ความรู้ให้ผู้ที่ยังไม่รู้จักโรคนี้ได้ศึกษาให้เข้าใจ และแนะนำวิธีการรักษาที่ถูกต้องให้กับผู้ที่เป็นโรคแต่ไม่ทราบวิธีการรักษาตัว หรือไม่กล้าไปปรึกษาแพทย์

               วิธีการรักษาโรคแผลริมอ่อน

                   ในระยะแรกสามารถใช้ยารักษา ซึ่งยาที่ใช้ได้ ได้แก่

                      - Azithromycin (อะซิโทรไมซิน)  1 กรัม วันละ 1 ครั้ง 

 

                      - Ceftriaxone (เซฟทริอะโซน ) 250 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว
  

                      - Ciprofloxacin (ไซโพรฟล็อกซาซิน) 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 3 วัน ไม่ควรให้ในคนท้อง

                      - Erythromycin (อีริโทรไมซิน) 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน

                      ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรส่งโรงพยาบาลหรือศูนย์ควบคุมกามโรค สังกัดกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีอยู่ทุกภาคในประเทศไทย เพื่อทำการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง โดยการนำหนองที่ก้นแผลไปย้อมเชื้อก็จะพบเชื้อโรค และยังสามารถเพาะเชื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคได้อีกด้วย จากนั้นจึงทำการรักษาต่อไป  แผลจะดีขึ้นใน 3-7 วัน ระยะเวลาในการรักษาขึ้นกับขนาดของแผล แผลที่มีขนาดใหญ่อาจจะต้องใช้เวลาในการรักษา 2 สัปดาห์  ที่สำคัญควรรักษาแผลเฉพาะที่โดยใช้น้ำเกลือชะล้าง ไม่ต้องใส่ยาอะไรทั้งสิ้น ไม่ควรใช้เพนิซิลลิน หรือซัลฟาใส่แผล เพราะอาจทำให้แพ้ได้ง่าย 

                 วิธีการป้องกันโรค

                      - อย่าสำส่อนทางเพศ
                      - ใช้ถุงยางอนามัยที่ทำจากยางธรรมชาติ (ป้องกันได้เฉพาะอวัยวะเพศเท่านั้น ผิวหนังส่วนอื่นไม่สามารถป้องกันได้)

                      - หากมีแผลที่แถวๆอวัยวะเพศ ให้งดการมีเพศสัมพันธ์

                  ข้อแนะนำ
                      โรคนี้บางครั้งอาจแยกออกจากซิฟิลิสไม่ชัดเจน ถ้ารักษาแล้วไม่ดีขึ้นหรือสงสัยเป็นซิฟิลิส ควรพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาล และแม้ว่าอาการจะหายดีแล้ว ผู้ป่วยก็ควรเจาะเลือดตรวจวีดีอาร์แอลและเชื้อ HIV เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นซิฟิลิสหรือติดเชื้อ HIV ร่วมด้วย      

                  เว็บไซต์อ้างอิง

  http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/std/Chancroid%20.htm

  http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/health03/12/digitallearning/html/sex_chancroid.html 

  http://www.patonghospital.com/msm/index.php? option=com_content&task=view&id=46&Itemid=43  

                  อ้่างอิงรูปภาพ

  http://www.khkhapharco.com/imagenoi/Ery500.jpg

  http://www.khkhapharco.com/imagenoi/Azithromycin.jpg 

  http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/std/can.jpg

  http://image.made-in-china.com/2f0j00wCvQiVIGhfpF/Ceftriaxone-for-Injection.jpg 

  http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/health03/12/digitallearning/sex/cha_01.jpg

  http://www.generichealth.com.au/images/products/Ciprofloxacin.gif

  http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/health03/12/digitallearning/sex/b_small_chancroid01.gif

               ** หวังว่าความรู้ที่นำฝากทุกคนในวันนี้ จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม และผู้ป่วยที่ยังไม่รู้ว่าควรรักษาตัวอย่างไร ถ้าท่านปฏิบัติตามวิธีการรักษาที่แนะนำ หวังว่าท่านจะหายเป็นปกติในเร็ววันนะคะ แต่ถ้าไม่มั่นใจในการรักษาด้วยตัวเอง ก็ขอให้ไปพบแพทย์จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดค่ะ

               ** จัดทำโดย นางสาวนีติรัฐ พึ่งเดช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 เลขที่ 16 ปีการศึกษา 2553


รูปภาพของ kalayarat

ตรวจแล้ว

ขอบคุณค่ะ

อ.กัลยารัตน์