โรค Anorexia



 

ยินดีต้อนรับสู่แหล่งเรียนรู้เรื่อง "โรคAnorexia" ค่ะ 

Blog นี่เป็นงานที่อ้างอิงมาจาก http://www.suriyothai.ac.th/node/1108

ที่ข้าพเจ้านำมาต่อยอดงานของพี่ธนิกานต์   ชนะพงษ์ ม.6/5 เลขที่ 6 เมื่อปีพ.ศ.2552 

แหล่งอ้างอิง  http://www.youtube.com/watch?v=nXSWOSuA5bA&feature=fvw

     * ข้าพเจ้าแสดงความคิดเห็นในโรคนี้ว่าในปัจจุบันวัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่ค่อยพึงพอใจในรูปลักษณ์ภายนอกของตนเองและต้องการลดความอ้วนด้วยวิธีการที่ใช้ระยะเวลาอันสั้น เช่น การกินยาลดความอ้วนการล้วงคอให้อาเจียนออกมา การอดอาหาร การออกกำลังกายอย่างหนักโดยไม่คำนึงถึงสภาพร่างกายของตนเอง ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงนำมาเผยแพร่เพื่อให้คนที่สนใจและกำลังเป็นเหยื่อของโรคร้ายนี้อยู่ให้ได้ทราบรายละเอียดของโรคนี้และแนวทางการแก้ไขเพื่อป้องกันมิให้โรคนี้เกิดขึ้นกับตัวเองและคนใกล้ตัว !!

 

 
แหล่งอ้างอิง  http://hypericum.files.wordpress.com/2008/07/anorexia-31.jpg

ชื่อสากล :  Anorexia Nervosa

ชื่อทั่วไป : โรคกลัวอ้วน

ผู้ค้นพบ : ไม่ทราบชื่อผู้ค้นพบค่ะ

อาการเตือนของโรค

- ตั้งใจอดอาหารด้วยตัวเอง และน้ำหนักลดลง
- กลัวการเพิ่มน้ำหนักตัว หลังรับประทานอาหารหรือชั่งน้ำหนักตัว พบการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์
- ปฏิเสธการรับประทานอาหาร
- ปฏิเสธความหิว กลัวอ้วนอย่างที่ควบคุมไม่ได้
- ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ชั่งน้ำหนักตัวบ่อยเกินปกติ
- มีขนอ่อนมากขึ้นตามตัวแขนขา หรือใบหน้า
- ขี้หนาว
- ประจำเดือนไม่มาหรือไม่สม่ำเสมอ
- ผมบางลง
- มีความรู้สึกว่าตัวเองอ้วนทั้งๆ ที่ความเป็นจริงผอมมาก มีความกังวลเรื่องรูปร่างมากเกินปกติ

แหล่งอ้างอิง http://3.bp.blogspot.com/_HqwQNF9IWxU/Suo71E4CtlI/AAAAAAAAACQ/0QHG168-GUc/S1600-

โรคแทรกซ้อน

1. โรคแทรกซ้อนส่วนใหญ่เกิดจากผลของการอดอาหาร เป็นความพยายามของร่างกายที่จะอนุรักษ์พลังงานไว้ใช้ในภาวะที่ขาดแคลน
2. ผู้ป่วยที่ใช้วิธีอาเจียน ถ่ายท้อง หรือขับปัสสาวะจะสูญเสียธาตุโปตัสเซียม เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะและกล้ามเนื้อเกร็งได้
3. โรคแทรกทางหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคนี้ อาจหัวใจเต้นช้าแค่ 40 ครั้งต่อนาที
4. อาเจียนบ่อยๆ ทำให้เคลือบฟันสึกกร่อน และต่อมน้ำลายบวมคล้ายเป็นคางทูม กล้ามเนื้อกระเพาะและลำไส้จะลีบและอ่อนลงจาการที่ใช้งานน้อย ทำให้อาหารคงอยู่ในและท้องผูก
5. ผิวหนังจะแห้ง ผมบนศีรษะบางลง มีขนอ่อนตามลำตัวและแขนขามากขึ้น
6. อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง กระดูกบางลง กระดูกหักง่าย
7. ไตทำงานผิดปกติ อาจเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง
8. เม็ดโลหิตและเกร็ดเลือดลดน้อยลง

แหล่งอ้างอิง  http://www.topnews.in/files/anorexia6.jpg

การรักษา
1. ประเมินว่าผู้ป่วยมีโรคอื่นร่วมด้วยหรือไม่ และมีโรคแทรกซ้อนอะไรบ้าง
2. เป้าหมายเบื้องต้นในการรักษาคือ ป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการอดอาหาร ผู้ป่วย และครอบครัว จะได้รับคำแนะนำและอธิบายถึงแผนการรักษา
3. นักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ ล้วนมีความสำคัญในการร่วมทีมรักษา เริ่มแรกต้องค่อยๆ เพิ่มอาหาร เพื่อป้องกันกระเพาะขยายตัว ป้องกันการบวมและหัวใจล้มเหลว
4. บางกรณีต้องรับผู้ป่วยไว้รักษา ในโรงพยาบาล เช่น ผู้ป่วยที่น้ำหนักลดมากกว่าร้อยละ 30 ของน้ำหนักปกติ ผู้ป่วยที่มีความคิดฆ่าตัวตาย ผู้ป่วยที่ติดยาระบาย หรือยาขับปัสสาวะและกรณีที่รักษาแบบผู้ป่วยนอกแล้วไม่ได้ผล
5. การรักษาในโรงพยาบาลจะใช้เวลา ประมาณ 10-12 สัปดาห์ จึงจะเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ก่อนให้ผู้ป่วยกลับบ้าน ควรลองปล่อยผู้ป่วยกลับบ้านเฉพาะวันหยุดดูก่อน เพื่อปรับตัวสักระยะหนึ่ง เมื่อกลับบ้านได้แล้วยังต้องนัดกลับมาติดตามการรักษาไปอีกเป็นเดือน หรือเป็นปีทีเดียว เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
6. เริ่มการรักษาทางจิตตั้งแต่แรก และติดตามไปเรื่อยๆ จนผู้ป่วยปกติ
7. พฤติกรรมบำบัดมีส่วนในการรักษามาก ทั้งวิธีให้รางวัลและลงโทษ
8. ในผู้ป่วยอายุน้อยการใช้วิธี ครอบครัวบำบัดจะได้ผลดีมาก ต้องระลึกเสมอว่าโรคนี้มีผลกระทบต่อครอบครัวทั้งหมด การให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวเพื่อแก้ปัญหาในสิ่งแวดล้อมของครอบครัว จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น


  การรักษาโรคนี้ต้องให้แพทย์ในการทำจิตบำบัด ครอบครัวบำบัดโดยพ่อแม่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษา การรักษาทางยา เช่นให้ยารักษาอาการเศร้าหรือยาช่วยให้อยากอาหาร รวมถึงการพฤติกรรมบำบัดเพื่อปรับทัศนคติของคนไข้ใหม่ว่า ความมีคุณค่าของตนเอง นั้นไม่ได้อยู่ที่การมีรูปร่างผอมบางเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นอีกหลายประการ เช่น ความสามารถ ความดี ฯลฯ
            นอกจากนั้นต้องชี้ให้คนไข้เห็นว่า พฤติกรรมที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาในชีวิตตามมามากมาย เช่น ปัญหาสัมพันธภาพกับผู้อื่น เป็นต้น ส่วนการรักษาจะได้ผลดีหรือไม่นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทีมแพทย์ตัวคนไข้ รวมถึงสมาชิกในครอบครัว พบว่าคนไข้บางรายสามารถหายเป็นปกติได้ บางรายเป็น ๆ หาย ๆ และบางรายเป็นเรื้อรังหลายปีก็มี


การดูแลและวิธีแก้ไข

1. เสริมให้วัยรุ่นมีความเชื่อมั่นในตนเอง
2. เสริมพลังอำนาจในตนเองให้รู้สึกว่าสามารถควบคุมเหตุการณ์ต่างๆ ได้
3. เรียนรู้ที่จะเคารพตนเอง เชื่อว่าตนเองเป็นอิสระ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ครอบครัวหรือ สังคมเท่านั้น
4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่
5. ส่งเสริมทักษะในการใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับผู้อื่น

แหล่งอ้างอิง  http://www.youtube.com/watch?v=LrYEwEC9QJA&feature=related
     * จากคลิปวีดิโอนี้ำทำให้เราได้เห็นถึงโทษของการลดความอ้วนในวิธีต่างๆ เช่น การอดอาหาร การหักโหมออกกำลังกายที่มากเกินไป ทำให้เกิดภาวะความเครียดขึ้นในจิตใจที่คิดว่าตนเองอ้วนเกินไปตลอดเวลา หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า อาการจิตหลอน อาการนี้ส่งผลเสียต่อการรับประทานอาหาร ทัศนคติของผู้เป็นโรค ถ้าเป็นโรคนี้ในระยะเวลานานมากเกินไปโดยไม่ได้ทำการรักษาอาจถึงเสียชีวิตจากการขาดสารอาหารได้ เพราะฉะนั้นผู้ปกครองหรือญาติพี่น้องจึงมีส่วนสำคัญในการช่วยรักษาโรคนี้เป็นอย่างมาก ปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในการดูแลตนเองให้เขาได้รู้ว่าตนเองมีคุณค่ามากแค่ไหน และเปลี่ยนมุมมองของเขาให้รู้ว่าร่างกายภายนอกไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตแต่เป็นความสามารถและความดีที่เขามีอยู่ต่างหาก ,,
สถานพยาบาลที่สามารถให้คำแนะนำและรักษาผู้ป่วย
โรงพยาบาลมนารมณ์ http://www.manarom.com/
โรงพยาบาลศรีธัญญา http://www.srithanya.go.th/ โทร 025250981
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ http://www.chulalongkornhospital.go.th/ โทร 022564000
โรงพยาบาลวชิรพยาบาล http://www.vajira.ac.th/
โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา โทร 024370200-8
โรงพยาบาลนิติจิตเวช โทร 028899082 หรือ 028899191
โรงพยาบาลศิริราช โทร 024197245
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.dmh.go.th/1667/hosadd.asp ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขค่ะ Laughing
แหล่งอ้างอิง

นางสาวชนม์ชนก     สุทธิจักรี

เลขที่ 5 ม.6/4


รูปภาพของ kalayarat

ตรวจแล้ว

ขอบคุณค่ะ

อ.กัลยารัตน์