โรคเท้าช้าง


รูปภาพของ sss27262

โรคเท้าช้าง

 


ที่มาของรูปภาพ http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/picture/w_vector.jpg

ชื่อโรค ::  โรคเท้าช้างหรือที่เรียกว่า


ชื่ออังกฤษ :: Lymphatic Filariasis หรือ elephantiasi


จัดอยู่ในกลุ่มของโรคประเภท :: ระบบต่อมไร้ท่อ


ผู้ค้นพบ ::  เอกสารอ้างอิง

1. กรมควบคุมโรคติดต่อ คู่มือโรคติดต่อที่เป็นปัญหาใหม่ โรงพิมพ์ชุมนุมการเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด 2541
2. สุวิช ธรรมปาโล โรคเท้าช้าง โรคติดเชื้ออุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ โรงพิมพ์ชุมนุมการเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด 2544


สาเหตุ ::     โรคเท้าช้างเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง โดยมียุงบางชนิดเป็นพาหะ สาเหตุเกิดจากพยาธิตัวกลมใน Super family Fiariidae มีอาการสำคัญ คือ มีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองเป็นๆหายๆ ต่อมาอวัยวะส่วนปลายจากต่อมน้าเหลืองจะบวมโต และกลายเป็นภาวะเท้าช้าง(elephantiasis) ในที่สุด
พยาธิที่เป็นสาเหตุในคนมีอยู่ 3 ชนิด คือ


          - Wuchereria bancrofti

          - Brugia malayi

          - Brugia timori


อาการของโรค :: อาการของโรคแบ่งได้เป็น อาการเฉียบพลัน อาการโรคเรื้อรัง และไม่มีอาการ


อาการเฉียบพลัน
ผู้ป่วยมีไข้ เกิดการอักเสบของหลอดน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลือง (lymphangitis และ lymphadenitis) โดยมากตรวจพบเชื้อในท่อน้ำเหลืองหรือต่อมน้ำเหลืองของอวัยวะต่างๆที่สำคัญได้แก่ บริเวณขา ช่องท้องด้านหลัง ท่อนำเชื้ออสุจิ(spermatic cord) แหล่งพักน้ำเชื้อ(epididymis) และเต้านม เป็นต้น โดยเฉพาะที่ท่อนำเชื้ออสุจิพบตัวอ่อนพยาธิบ่อยและมากที่สุดโดยเฉพาะชนิด W.bancrofti ผู้ป่วยส่วนมากมีอาการลมพิษ (urticaria) ร่วมด้วย ตรวจเลือดพบ eosinophils สูงพร้อมกับพบตัวอ่อน (microfilariae) ผิวหนังตรงตำแหน่งที่หลอดน้ำเหลืองอุดตันเหล่านั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงคือ เกิดบวมแข็ง ผื่นแดง หลอดน้ำเหลืองจะโป่งมีน้ำเหลืองคั่งอยู่ คลำได้เป็นก้อนขรุขระ


อาการโรคเรื้อรัง
มักจะมีอาการบวมโดยเกิดจากเชื้อ Wuchereria bancrofti ตำแหน่งที่เชื้อพยาธิตัวแก่ชอบอาศัยคือบริเวณอัณฑะทำให้เกิดถุงน้ำในท่อนำเชื้ออสุจิ และหากเป็นมากจะเกิดอาการบวมของอัณฑะ
ผู้ป่วยมีต่อมน้ำเหลืองโต คลำดูแข็งเหมือนยาง ส่วนมากเกิด hydrocoele และ elephantiasis (โรคเท้าช้าง) เนื่องจากตัวแก่ของพยาธิตาย ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดน้ำเหลือง เป็นผลทำให้เกิดการอุดตันของต่อมน้ำเหลืองต่างๆ เช่น ถ้าเกิดบริเวณกระเพาะปัสสาวะทำให้เกิดปัสสาวะปนน้ำเหลือง (chyluria) หรืออุดตันบริเวณช่องท้องทำให้เกิดน้ำในช่องท้อง ชนิด chyloperitoneum และตามแขนขาทำให้เกิด elephantiasis
ในรายที่เกิด elephantiasis พบว่าร้อยละ 95 จะเป็นที่ขากับอวัยวะเพศ บริเวณที่พบน้อยรองลงไป ได้แก่ที่แขนและเต้านม สำหรับชนิด Brugia malayi ทำให้เกิดโรคเท้าช้างของ ขา เป็นส่วนใหญ่ อาจเกิดที่แขนร่วมด้วยบ้าง ไม่พบเป็นที่อวัยวะเพศและเต้านม ซึ่งผิดจากชนิด Wuchereria bancrofti พบได้หลายแห่ง ส่วนมากพบเป็นแถวอวัยวะเพศ และผู้ป่วยที่เป็นโรคเท้าช้างมักตรวจพบตัวพยาธิในเลือดน้อยหรือไม่พบเลย นอกจากนี้ยังพบว่า ชนิด Brugia malayi พบในเด็กเล็กได้บ่อยกว่า ชนิด Wuchereria bancrofti
นอกจากนี้ในผู้ป่วยบางรายยังพบอาการของตุ่มแดงที่ใต้ผิวหนัง ตุ่มนี้จะปวดเจ็บ เนื่องจากมีพยาธิที่ตายฝังอยู่ใต้ผิวหนัง

ไม่มีอาการ
กลุ่มที่ไม่มีอาการจะแบ่งออกเป็น 2 พวกได้แก่
• ตรวจพบพยาธิในกระแสเลือดแต่ไม่มีอาการ พวกนี้มักจะมีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน
• ไม่พบตัวพยาธิแต่ตรวจพบ Circulating filarial antigen (CFA)ในเลือด เมื่อให้ยารักษาระดับ Circulating filarial antigen (CFA) จะลดลง


การรักษาพยาบาล :: การรักษามุ่งเน้นที่การป้องกันมิให้เชื้อติดต่อไปสู่บุคคลอื่นโดยการรับยาเพื่อลดปริมาณเชื้อพยาธิให้น้อย จนไม่สามารถติดต่อไปสู่คนอื่น การใช้ยารักษาอาจจะใช้ยาชนิดเดียวหรืออาจจะใช้ยา 2 ชนิดร่วมกันก็ได้เท่าที่มีรายงานการใช้ยารักษามีดังนี้
• ให้ยาปีละครั้งโดยอาจจะให้ยา 1 หรือสองชนิด(ivermectin(150-200 mg/kg PO as single dose; may repeat q2-3mo), diethylcarbamazine(DEC) and albendazole)ให้ยา DEC (6 mg/kg per day) เป็นเวลา 12 วันสำหรับเชื้อ bancroftian filariasis และให้ยาเป็นเวลา 6 วันสำหรับเชื้อ brugian filariasis. แต่ก็มีคำแนะนำให้ยาชุดเดียวกันปีละ 2 ครั้ง นอกจากนั้นยังมีคำแนะนำให้ยา DEC (ขนาด 6-8 mg/kg per day) เป็นเวลา 2 วันทุกเดือนเป็นเวลา 1 ปี
• สำหรับ Albendazole แนะนำให้ติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์
การดูแลส่วนที่บวม
• ล้างส่วนที่บวมด้วยน้ำและสบู่วันละ 2 ครั้ง
• ยกอวัยวะส่วนนั้นในเวลานอน
• ให้ออกกำลังส่วนที่บวมเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
• ตัดเล็บให้สั้น
• สวมรองเท้า
• หากมีแผลเล็กน้อยให้ทาด้วยยาปฏิชีวนะ
สำหรับผู้ที่มีนำเหลืองไหลก็ให้รับประทานอาหารที่มีน้ำมากและมีสารอาหารสูง


การป้องกัน :: การป้องกันที่สำคัญคือการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัดและการรักษาผู้ที่ติดเชื้อ การป้องกันโดยการลดจำนวนยุงยุงจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ เนื่องจากเชื้อจะมีอายุนาน 4-6 ปีดังนั้นการควบคุมยุงต้องทำนานและต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี ปัจจุบันได้มีการใช้ยา 2 ชนิดมาใช้คือ  albendazole และ ivermectin หรือ diethylcarbamazine [DEC] โดยรับประทานวันละครั้ง
สำหรับการป้องกันส่วนบุคคลทำได้โดยการป้องกันยุงไม่ให้กัดโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น มุ้ง ยาทากันยุง และยังมีการศึกษาว่าหากใช้ยา DEC (6 mg/kg per day x 2 days each month)สามารถป้องกันการติดเชื้อ
• ทำลายยุงและแหล่งลูกน้ำ
• ป้องกันไม่ให้ยุงกัน มุ้ง ยาทากันยุง
• ให้รีบรักษาผู้ที่เป็นโรคนี


สะท้อนความคิด ::
- ทำไมถึงสนใจศึกษาโรคนี้ 
เพราะว่าโรคนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นหากเรารู้จักดูแลตัวเอง เพราะฉะนั้นเลยอยากศึกษาข้อมูลเพื่อที่ให้ทราบถึงปัญหาการเกิดของโรค
- คิดอย่างไรกับโรคนี้
ข้อมูลข้างต้นทำให้เห็นว่า เชื้อโรคทำหั้ยเกิดการผิดปกติของร่างกาย  ซึ่งถ้าหากเราป้องกันก็ไม่น่าจะเกิดได้ จึงคิดว่าข้อมูลที่ได้หามาลงไว้คงจะมีประโยคต่อผู้ที่เข้ามาอ่านไม่มากก็น้อย


ที่มา
http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/elephantiasis/elephantiasis.htm
http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=1895


รูปภาพของ kalayarat

ตรวจแล้ว

ขอบคุณค่ะ

อ.กัลยารัตน์