โรคลิ้นหัวใจรั่ว



1. โรคลิ้นหัวใจรั่ว / Disease of the cardiovascular system - Heart valves
2. โรคลิ้นหัวใจรั่ว อยู่ในกลุ่มโรคประเภทไหลเวียนโลหิต
3. ไม่ค้นพบ

ที่มาของรูป  http://www.ngthai.com/0702/images/feat_heart.jpg

โรคลิ้นหัวใจรั่ว
หัวใจทำงานคล้ายปั๊มน้ำสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงทั่วร่างกาย การบีบตัวของหัวใจทำให้เลือดไหลผ่านลิ้นหัวใจ ซึ่งเหมือนวาล์วปิดเปิด โดยเมื่อเลือดไหลผ่านออกไป ลิ้นหัวใจจะปิดไม่ให้เลือดไหลย้อนทางกลับมา เมื่อมีปัญหาโรคของลิ้นหัวใจ ประตูปิดเปิดจะทำงานไม่ปกติ เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้เหนื่อยง่าย
ลิ้นหัวใจ มี 4 ลิ้น
1) ลิ้นเอออร์ติค กั้นระหว่างหัวใจห้องซ้ายล่างกับหลอดเลือดแดงใหญ่
2) ลิ้นไมตรัล กั้นระหว่างหัวใจห้องซ้ายบนและล่าง
3) ลิ้นพัลโมนารี กั้นระหว่างหัวใจห้องขวาล่างกับหลอดเลือดที่ไปปอด
4) ลิ้นไตรคัสปิด กั้นระหว่างหัวใจห้องขวาบนและล่าง

4. สาเหตุของโรคลิ้นหัวใจ
1) โรคลิ้นหัวใจรูห็มาติค เกิดจากการติดเชื้อในวัยเด็ก มีอาการคออักเสบ แล้วเกิดการอักเสบของหัวใจ แต่จะเริ่มมีอาการตอนอายุมากขึ้น พบบ่อยมากในบ้านเรา โดยเฉพาะในต่างจังหวัด
2) โรคลิ้นหัวใจเสื่อมในคนสูงอายุ เป็นความเสื่อมของร่างกาย มักเป็นลิ้นหัวใจเอออร์ติคตีบ เกิดจากมีหินปูนเกาะที่ลิ้นหัวใจ
3) โรคลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิด อาจมีอาการตอนวัยเด็ก หรือมีตอนเป็นผู้ใหญ่ก็ได้ เด็กจะเหนื่อยง่าย ตัวไม่โต ตัวเขียว อาจพบร่วมกับผนังหัวใจรั่วด้วย
4) โรคลิ้นหัวใจอักเสบติดเชื้อ พบในคนไข้ที่ฉีดยาเสพติด หรือ คนไข้ที่มีโรคลิ้นหัวใจรั่วอยู่แล้วเกิดเชื้อโรคในเลือดไปทำลายลิ้นหัวใจ หลังจากการทำฟัน
5) โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ผนังหัวใจจะขยายตัวออกกว้างขึ้น เนื่องจากเลือดคั่งมาก แต่กล้ามเนื้อหัวใจไม่แข็งแรง ทำให้ลิ้นหัวใจโดนยืดขยายออกจนรั่ว หรือ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จนไม่สามารถยึดลิ้นหัวใจไว้ได้

5. อาการและการแสดงอาการ
ลิ้นหัวใจรั่วเพียงเล็กน้อยจะไม่แสดงอาการใดๆ หรือแม้แต่รั่วมากในหลายๆรายก็ไม่แสดงอาการ อาการต่างๆจะปรากฏเมื่อหัวใจไม่สามารถทนรับกับ ปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นได้ต่อไปอีก อาการที่เกิดจึงเป็นอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure) เช่น หอบเหนื่อย ขาบวม ใจเต้นเร็ว เป็นต้น ดังนั้นการตรวจร่างกาย หรือ ตรวจสุขภาพประจำปีเท่านั้นจึงสามารถบอกได้
•เหนื่อยง่าย
•ผนังหัวใจหนา
•นอนราบไม่ได้ ขาบวม
•ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
•เสียงฟู่ บริเวณลิ้นหัวใจ
•เป็นลม หมดสติบ่อยๆ

 


ตรวจอย่างไร
  การตรวจร่างกายจะให้การวินิจฉัยโรคได้ดี โดยจะได้ยินเสียงหัวใจผิดปกติ เรียกว่า "เสียงฟู่" หรือ murmur ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจาก ลิ้นหัวใจตีบก็ได้ รั่วก็ได้ แล้วแต่ตำแหน่งของลิ้นหัวใจ อย่างไรก็ตามเสียงฟู่ไม่ได้พบเฉพาะในโรคลิ้นหัวใจเท่านั้น ยังพบในหลายกรณี เช่น คนปกติบางราย คนตั้งครรภ์ ผนังกั้นห้องหัวใจรั่ว ฯลฯ

 


6. การรักษา
1.เลี่ยงการออกกำลังกายหักโหม
2.งดอาหารเค็ม บุหรี่ แอลกอฮอล์ อาหารมันจัด ถ้ากล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ต้องจำกัดน้ำดื่ม
3.กินยา และไปพบแพทย์สม่ำเสมอ
4.ขยายลิ้นหัวใจด้วยบอลลูน
5.เปลี่ยนผ่าตัดลิ้นหัวใจเทียม
6.ถ้าต้องทำฟัน ผ่าตัด ต้องแจ้งแพทย์ว่ามีโรคลิ้นหัวใจอยู่ 
                 แม้ว่าลิ้นหัวใจทำหน้าที่คล้ายประตู แต่หากเปิด-ปิดไม่สะดวกก็ไม่สามารถรักษาด้วยการหยอดน้ำมันเหมือนประตูได้ ต้องเปลี่ยน อย่างเดียว หมายความว่า ต้องแก้ไขที่ตัวลิ้นหัวใจ จะด้วยการผ่าตัดซ่อมแซม หรือ ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจก็ตาม แพทย์จะทำการผ่าตัด เฉพาะในรายที่ลิ้นหัวใจเสีย มากเท่านั้น ดังนั้น หากลิ้นหัวใจรั่วเพียงเล็กน้อยหรือปานกลาง แพทย์จะแนะนำให้ติดตามดูอาการ ไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมในการผ่าตัดแก้ไข ซึ่งหลายๆราย เสียชีวิตด้วยโรคอื่นก่อนที่จะเสียชีวิตจากหัวใจ


7. การป้องกัน
1.ตรวจสุขภาพประจำปี
2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ถ้ามีคออักเสบ ไอ เจ็บคอ ต้องกินยาให้ครบขนาดยา จนหายขาด


การปฏิบัติตัว
     หากลิ้นหัวใจรั่วไม่มากก็สามารถมีกิจกรรมต่างๆได้ตามปกติ ส่วนถ้ารั่วมาก มักจะมีอาการหอบเหนื่อย ซึ่งก็ถูกจำกัดกิจกรรมต่างๆ ไปโดยปริยาย หัวใจท่านอ่อนแออยู่แล้ว ดังนั้นท่านต้องทะนุถนอมหัวใจท่านให้มากๆ ไม่ทำร้ายหัวใจด้วย อาหารเค็ม บุหรี่ อาหาร ไขมันสูง เหล้า-เบียร์-ไวน์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแย่ลง
สิ่งสำคัญประการหนึ่งในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจ คือ ต้องระวังการติดเชื้อ ดังนั้นหากจะทำฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน หรือ ทำผ่าตัดใดๆ ก็ต้องบอกแพทย์ให้ทราบด้วย เพื่อให้ยาป้องกันการติดเชื้อก่อน
หากท่านมีปัญหาสงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคหัวใจ หรือ มีลิ้นหัวใจรั่ว หรือ ไม่เคยตรวจสุขภาพเลย (เพราะคิดว่าแข็งแรง ไม่มีอาการ) อยากแนะนำให้ ท่านปรึกษาอายุรแพทย์ หรือ อายุรแพทย์โรคหัวใจ ใกล้บ้านท่าน ซึ่งปัจจุบันนี้มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ


การรับประทานอาหาร
     ผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจรั่ว เป็นส่วน หนึ่งของสาเหตุโรคหัวใจล้มเหลว ดังนั้น เพื่อป้องกันน้ำคั่งในปอด หรือน้ำคั่งในเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย ควรปฏิบัติตัวในเรื่องของอาหารดังนี้
กินอาหารครบ 5 หมู่
     การรับประทานอาหารควรรับประทานอาหารที่หลากหลายครบทุกหมู่ หมั่นดูแลน้ำหนักตัวการรักษาน้ำหนักตัว ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ มีหลักปฏิบัติ  3 อ.คือ อ.อาหาร อ.อารมณ์และ    อ.ออกกำลังกาย  มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง วิธีการประเมินว่า น้ำหนักตัว     อยู่ในเกณฑ์ ปกติหรือไม่วิธีที่ง่ายและดีที่สุด คือ เด็กใช้ค่าน้ำหนักตามเกณฑ์อายุหรือค่าน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงเปรียบเทียบกับเกณฑ์อ้างอิง ผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป
 

                                                    ที่มา http://www.heart.kku.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=41:2009-05-14-04-01-20&catid=21:helthy&Itemid=9


กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ กินพืชผักให้มาก และกินผลไม้เป็นประจำ
       ควรบริโภคผักต่างๆให้หลากหลายในปริมาณมื้อละ 2-3 ส่วน ( 2-3 ทัพพีหรือ 2-3 ขีด) เพื่อให้ได้ใยอาหารวันละไม่น้อยกว่า 25-35 กรัม/วัน ส่วนผลไม้ควรบริโภคมื้อละ 6- 8 คำพอดี เช่น ชมพู่ องุ่น สับประรด แตงโม ฝรั่ง  ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวาน เช่น  ลำไย ทุเรียน ลองกอง ละมุด มะขามหวาน
 
       ไม่ควร รับประทานอาหารที่ติดมัน เนื่องจากการสะสมไขมันที่ไม่ดี หลีกเลี่ยงอาหารทะเล ยกเว้น ปลาทะเลที่มีเกล็ดสีน้ำเงิน เช่น ปลากะพง ปลาสำลี ควรหลีกเลี่ยงเนื้อวัว เนื้อกระบือ หนังหมู  หนังเป็ด หนังไก่ 
ควรรับประทานอาหารดังนี้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะไขมันในเลือดสูงปลาน้ำจืดควรบริโภคเป็นหลัก  เช่น  ปลานิล  ปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ไข่ ทั้งฟองควรบริโภคสัปดาห์ละ 3 ฟองคู่กับผัก เช่น  หอมใหญ่ มะเขือเทศ ชะอม ส่วนไข่ขาวสามารถรับประทานได้ทุกวัน ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ในปริมาณวันละประมาณ  1 ทัพพี          ยกเว้นถั่วลิสง ควรดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 1-2  แก้ว  หรือ 1-2 กล่อง/วัน 
กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร
       น้ำมันที่แนะนำให้บริโภค คือผลิตภัณฑ์จากรำข้าว และถั่วเหลือง ควรใช้ 2 ชนิดนี้ร่วมกันในอัตราส่วน 1:1 คือใน 1 วันเราควรได้ไขมันอย่างน้อย  3-6 ช้อนชา/วัน และควรหลีกเลี่ยงกะทิ อาหารทอดทุกชนิด

หลีกเลี่ยงการกินอาหาร รสหวานจัด และเค็มจัด
      เพื่อป้องกันภาวะน้ำคั่งในปอด หัวใจทำงานหนักการบริโภคอาหารรสจัดจนเป็นนิสัยจะเกิดโทษแก่ร่างกาย โดยเฉพาะ รสหวานจัด และเค็มจัดเพื่อป้องกันภาวะน้ำท่วมปอดทำให้หัวใจทำงานหนัก
น้ำตาล เป็นส่วนประกอบในอาหารและขนมดังนั้น  ควรกินน้ำตาลไม่เกิน 40-55 กรัม( 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน )ส่วนผู้ที่เป็นเบาหวานควรได้น้ำตาลไม่เกิน 15 กรัม( 3ช้อนชา/วัน )ควรหลีกเลี่ยง  น้ำอัดลม ลูกกวาด น้ำชา กาแฟ     น้ำผลไม้สำเร็จรูป ในแต่ละวันควรได้อาหารที่มีโซเดียมน้อยกว่า 800     มิลิกรัม/วัน หรือเติมเกลือหรือความเค็มได้ 2 กรัม/วัน 
      เครื่องปรุงรสที่ควรหลีกเลี่ยง คือ ผงชูรส รสดี คนอร์ น้ำปลา ซีอิ้วขาว ปลาร้า ปลาเค็ม น้ำบูดู ผักดอง ไส้กรอก กุนเชียง ไข่เค็ม กุ้งแห้งและยังแฝงมากับขนมอบกรอบ   ขนมอบฟู และอาหารแปรรูปทุกชนิดจำกัดปริมาณน้ำที่ได้รับ ผู้ใหญ่ น้ำหนักคูณ 30 - 40 มิลลิลิตรจะได้ค่าประมาณที่ควรได้รับน้ำต่อวัน เช่น หนัก 50 กก.x30 ml- 50x 40 ml =  1500 - 2000 มิลลิลิตรต่อวัน
งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทุกชนิด เช่น  สุรา เบียร์ ไวน์ บรั่นดี กระแช่ จะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคตับแข็ง โรคแผลในกระเพาะและลำไส้  โรคมะเร็งของหลอดอาหาร ผู้ป่วยที่ได้รับยาละลายลิ่มเลือด ( วาร์ฟาริน ) ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจำพวกสมุนไพร ยาแผนโบราณ ยาแก้ปวดคลายเส้น ที่ไม่ใช่พาราเซตามอล และหลีกเลี่ยงจากการบีบ-นวด เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกผิดปกติ 
 

8. สะท้อนความคิดเห็น
   8.1 ทำไมถึงสนใจศึกษาโรคนี้    - เพราะเป็นโรคที่มีการรักษายาวนาน ใช้เวลาในการรักษาตัวนาน   
   8.2 คิดอย่างไรกับโรคนี้ – เป็นโรคที่มีการรักษาให้หายขาดได้ และมีวิธีป้องกันที่ถูกต้อง

ที่มา
- นพ.วัธนพล พิพัฒนนันท์   อายุรแพทย์โรคหัวใจ
- http://www.thaiclinic.com/vulvularheart.html
- http://kimpiyada.212cafe.com/archive/2008-09-04/4-tricuspid-pulmonary-mitral-aortic-leaflet-2-23-3-1-2-calcium-3-streptococus-4-murmur-echocardiogra/
- http://ecurriculum.mv.ac.th/health/m.5/lesson5/brain5/sec31heartvalves.htm
- http://www.heart.kku.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=41:2009-05-14-04-01-20&catid=21:helthy&Itemid=9


รูปภาพของ kalayarat

ขอบคุณค่ะ  ตรวจแล้ว

อ.กัลยารัตน์