โรคไข้รากสาดน้อย



โรคไข้รากสาดน้อย หรือ ไข้ไทฟอยดท์(Typhoid Fever)

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2

สาเหตุ : ไข้ไทฟอยด์ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ไข้หัวโกร๋น เกิดจากผู้ป่วยได้รับเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมีชื่อฝรั่งว่า “ซัลโมเนลล่า ทัยฟี้” เข้าไปทางปากโดยการกินอาหารหรือดื่มน้ที่เปรอะเปื้อนอุจจาระหรือหัสสาวะของผู้ที่ป่วยเป็นไข้ไทฟอยด์หรือของผู้ที่เป็น “รังเก็บโรค” (คนที่ได้รับเชื้อไทฟอยด์แล้วอาจจะเกิดอาการหรือไม่ก็ได้ แต่ต่อมาคนนั้นจะมีเชื้อไทฟอยด์ออกมากับอุจจาระหรือปัสสาวะเสมอๆ) แมลงวันอาจเป็นพาหะนำเชื้อ โดยไปตอมอุจจาระที่มีเชื้ออยู่ แล้วนำเชื้อซึ่งติดตามขามาปล่อยในอาหาร ที่แมลงวันไปตอมภายหลัง ดังนั้นในท้องถิ่นที่ไม่มีน้ำสะอาดใช้และใช้ส้วมไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ถ่ายอุจจาระลงในแม่น้ำลำคลองหรือส้วมที่ไม่ปิดมิดชิด มีแมลงวันตอม จะมีไข้ไทฟอยด์เกิดขึ้นแก่คนในท้องถิ่นนั้นได้อยู่เสมอ ไข้ไทฟอยด์นี้มีระบาดตลอดปี แต่จะระบาดมากในฤดูร้อน เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำ และมีการใช้น้ำไม่ถูกสุขลักษณะมากขึ้น

อาการ : เมื่อได้กินอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีเชื้อทัยฟอยด์เช้าไปถึงลำไส้เล็ก เชื้อไทฟอยด์เข้าไปถึงลำไส้เล็ก เชื้อไทฟอยด์จะผ่านผนังลำไส้เข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณนั้น และแบ่งตัวมากมายเข้าสู่กระแสโลหิตทำให้เกิดอาการไข้ ซึ่งมักเกิดภายหลังได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายประมาณ 2 สัปดาห์ วันแรกๆ ไข้ยังต่ำ ต่อไปค่อยๆ สูงขึ้นทุกวัน และไข้จะสูงเต็มที่ในปลายสัปดาห์แรก อาการอื่นมีปวดศีรษะ ลิ้นฝ้า อาจมีไอแห้งๆ เล็กน้อย แน่นท้อง ท้องอืด มักท้องผูก เมื่อเข้าสัปดาห์ที่สอง ไข้มักลอย (ไข้สูงตลอดเวลา หรือตัวร้อนตะพืด) ซึมมากขึ้น เบื่ออาหาร ระยะนี้เชื้อไทฟอยด์บางส่วนจะออกมากับน้ำดี ลงไปในลำไส้เล็ก ทำให้เนื้อเยื่อน้ำเหลืองบริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายอักเสบและเป็นแผล ดังนั้นประมาณปลายสัปดาห์ที่สอง และในสัปดาห์ที่สามที่มีไข้อาจมีเลือดออกจากแผลในลำไส้หรือลำไส้ทะลุได้ ถ้าผู้ป่วยผ่านระยะนี้มาได้โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนไข้จะเริ่มลดลงในสัปดาห์ที่สี่ แต่บางรายอาจช้าไปถึงสัปดาห์ที่หก
           บางคนที่ได้รับเชื้อไทฟอยด์อาจไม่มีอาการก็ได้ บางรายอาจมีไข้เพียง 2-3 สัปดาห์ หรือบางรายอาการรุนแรงมากใจสัปดาห์ที่สองมีไข้สูงมาก ซึม กระสับกระส่ายและถึงตาย ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ความรุนแรงของเชื้อ และภูมิต้านทานของผู้ป่วย

การรักษา : สามารถแบ่งได้เป็น 2 อย่าง
           1. การรักษาเฉพาะโรค คือ การใช้ยาเพื่อทำลายเชื้อทำลายทัยฟอยด์ ยาที่ใช้กันมีหลายอย่าง ที่นิยมและได้ผลดี คือ ยาโคไตรม็อกซาโซล ซึ่งมีชื่อเรียกทางการค้าหลายอย่าง เช่น แบคทริน เซปทริม (ราคาเม็ดละ 2 บาท) พวกนี้เป็นยาผลิตในประเทศไทยก็มีหลายบริษัท คุณภาพพอใช้ได้และราคาถูกเกือบครึ่ง สำหรับผู้ใหญ่ให้กินยานี้วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ครั้งละ 3 เม็ด นาน 2-3 สัปดาห์ หรือจนไข้ลดลงประมาณหนึ่งสัปดาห์ ขนาดยาสำหรับเด็กลดลงตามส่วนของยา ขนาดเด็ก 1 เม็ด หรือยาน้ำ 1 ช้อนชา เท่ากับตัวยาเม็ดสำหรับผู้ใหญ่หนึ่งเสี้ยว หรือหนึ่งในสี่เม็ด ยาโคไตรม็อกซาโซล มียาพวกซัลฟาผสมอยู่ ผู้ที่แพ้ซัลฟา ควรแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบ เพื่อจะให้ได้ยาอย่างอื่นแทน เช่น ยาคลอแรมนิคอล (ผู้ใหญ่ให้ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง เป็นต้น ทางที่ดีควรจะใช้ยาพวกนี้โดยการกิน อย่าไปพยายามขอฉีดยา เป็นการสิ้นเปลืองและเจ็บตัวโดยใช่เหตุ
           2. การรักษาทั่วไป เป็นการรักษาตามอาการและการบำรุงดูแลผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยสบายขึ้น ถ้าผู้ป่วยมีแต่อาการใช้ ใช้ผ้าชุบผ้าน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นเช็ดตามหน้า คอ และตามตัว จะทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้น สำหรับผู้ใหญ่และเด็กโตไข้ไม่มีโทษอะไร เพียงแต่แสดงว่า โรคยังไม่หาย ยังดำเนินอยู่ เฉพาะเด็กเล็กที่ชักเวลามีไข้ เท่านั้น ที่ต้องระวังเรื่องไข้ ถ้ามีปวดศีรษะ กระสับกระส่าย อาจต้องให้ยาลดไข้ร่วมด้วย เช่น ยาพาราเซตาม่อล ขนาด 300-500 มิลลิกรัม ราคาเม็ดละ 20 สตางค์) สำหรับผู้ใหญ่ให้กินครั้งละ 1-2 เม็ด ได้ทุก 6 ชั่วโมง ผู้ป่วยควรดื่มน้ำบ่อยๆ เพราะเสียน้ำไปทางผิวหนัง และลมหายใจมาก ทำให้ผิวหนังและคอแห้ง ควรกินอาหารอ่อนและย่อยง่าย ถ้าผู้ป่วยท้องผูกหลายวัน ไม่ควรกินยาถ่ายหรือยาระบาย โดยเฉพาะอาทิตย์ที่สองและที่สามของการมีไข้ อาจทำให้แผลในลำไส้มีเลือดออก หรือทะลุได้ ควรใช้น้ำอุ่นสวน หรือสวนด้วยน้ำยาสำเร็จรูป ที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป

การป้องกันโรคไทฟอยด์อย่างง่ายๆ : 
           1. ควรดื่มน้ำสะอาด ถ้าไม่แน่ใจควรดื่มน้ำสุก และกินอาหารที่สะอาด มีภาชนะปกปิดและไม่มีแมลงวันตอม ถ้าเดินทางไปในท้องถิ่นที่หาอาหารและน้ำดื่มที่ถูกสุขลักษณะยาก ควรเตรียมอาหารและน้ำไปเอง โดยเฉพาะขณะที่มีโรคระบาด ไม่ควรกินอาหารนอกบ้าน จะเป็นการประหยัดและป้องกันโรคต่างๆ ที่ติดต่อทางเดินอาหารและน้ำได้อีกด้วย เช่น อหิวาต์ โรคบิด ฯลฯ
           2. ถ่ายอุจจาระลงส้วมที่ถูกสุขลักษณะ ถ้าถ่ายลงหลุมควรกลบเสีย โดยเฉพาะอุจจาระและปัสสาวะของผู้ป่วย ผู้ป่วยเองควรระวังไม่ใช้มือหยิบอาหารให้ผู้อื่นกิน และควรแนะนำการระวังป้องกันแก่ผู้อื่นด้วย เพื่อป้องกันการระบาดของโรค ผู้ที่มีอาชีพทำอาหารขาย เมื่อหารป่วยจากไข้ทัยฟอยด์ควรให้แพทย์ตรวจว่า ไม่มีเชื้อในอุจจาระแล้ว จึงจะทำอาหารขาย มิฉะนั้นจะทำให้โรคทัยฟอยด์กระจายไปยังลูกค้าที่มาอุดหนุน
           3. ควรฉีดวัคชีนป้องกันโรคทัยฟอยด์ 1-3 ปี จะช่วยป้องกันโรคได้มาก เด็กๆ อาจเริ่มฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ โดยเฉพาะเด็กที่กินอาหารที่ไม่ได้ทำเอง ซื้ออาหารมากิน

http://www.doctor.or.th/node/5474

http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/typhoid_fever.htm

http://board.dserver.org/h/healthykids/00000396.html


          


รูปภาพของ kalayarat

ขอบคุณค่ะ  ตรวจแล้ว

อ.กัลยารัตน์