หน้าหลัก

ผู้จัดทำ

ประวัติศาสตร์จีน

ภูมิศาสตร์จีน

เมืองและมณฑล

ยุคราชวงศ์ชิง ค.ศ. 1644-1911)

                 ถึงแม้ชาวแมนจู  จะไม่ใช่ชาวฮั่น  และถูกต่อต้านอย่างรุนแรงโดยเฉพาะจากชาวจีนทางใต้ แต่ชาวแมนจูก็ได้ศึกษาและเข้าใจวัฒนะ-ธรรมของชาวจีนอย่างดี มีการนำเอาลัทธิข่งจื่อและพิธีการเซ่นไหว้บรรพบุรษมาใช้ ในด้านการปกครองยังคงระบบเดิมของราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ก่อน ๆ มาใช้     ระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการก็ยังคงใช้อยู่และชาวจีนก็ได้เข้ารับราชการในระดับสูง ยกเว้นตำแหน่งทางทหาร ลัทธิข่งจื่อแนวใหม่ที่สอนให้เชื่อฟังโดยไม่มีปากมีเสียง ได้เสริมความมั่นคงของรัฐ   การฟื้นฟูวรรณกรรมโบราณได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิแมนจู

                 ความไม่ไว้วางใจกันเป็นไปอย่างกว้างขวาง   ชาวแมนจูกลัวถูกชาวฮั่น-กลืนจึงห้ามชาวฮั่นอพยพเข้าไปในเขตแมนจูเย และชาวแมนจูก็ถูกห้ามเกี่ยวข้องกับการค้าและฝีมือแรงงาน การแต่งงานระหว่างสองชนเผ่าเป็นสิ่งต้องห้าม   สำหรับตำแหน่งทางราชการหลาย ๆ ตำแหน่งต้องแต่งตั้งคู่กันทั้งคนของแมนจูและคนจีนฮั่น คือคนจีนฮั่นสำหรับทำหน้าที่ขณะที่คนแมนจูมาสอดส่องความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ชิง

                 ราชวงศ์ชิงได้ป้องกันตนเองจากการถูกต่อต้านจากภายในและการรุกรานจากภายนอก หลังจากที่จัดการภายในเรียบร้อยแล้ว แมนจูก็สามารถเข้ายึดครองมองโกลเลียนอกในศรรตวรรษที่ 17   และในศรรตวรรษที่ 18สามารถควบคุมเอเชียตอนกลาง  จรดเทือกเขาปาเมอร์  (PamirMoutains) และก่อตั้งรัฐกันชนที่ซีจ้าง (ธิเบต) ไต้หวันซึ่งเป็นดินแดนที่ต่อต้านแมนจูก็ถูกรวมเข้าเป็นแห่งสุดท้าย ทำให้อาณาจักรภายใต้การปกครองของแมนจูกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

                 ภัยคุกคามของจีนไม่ได้มาจากแผ่นดินเหมือนในอดีต    แต่กลับมาจากทางทะเล  โดยเริ่มจากฝั่งทะเลทางใต้ เมื่อพ่อค้าชาวตะวันตก นักเผยแพร่ศาสนา ทหารรับจ้างจำนวนมากเข้าสู่แผ่นดินชิง ในศรรตวรรษที่ 16ราชวงศ์ชิงไม่สามารถที่ประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง ต่อการท้าทาย ทำให้นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์ชิงในที่สุด

 

 

แผนที่อาณาจักรชิง

 

 ยุคก้าวสู่จีนยุคใหม่ประวัติศาสตร์จีนยุคก้าวสู่จีนยุคใหม่-การท้าทายจากอำนาจตะวันตก

                 ความมั่งคั่งสมบูรณ์โดยไม่ต้องเพิ่งพาคนอื่นของจีนนับตั้งแต่ราชวงศ์หมิงเป็นต้นมา ทำให้ชนชั้นปกครองไม่เคยปรับเปลี่ยนทัศนะคติ ความเชื่อในลัทธิข่งจื่อแนวใหม่    ทำให้ประเทศจีนเชื่อโดยไม่ต้องถามหาเหตุผลว่าวัฒนะธรรมและความเจริญของตนเองยิ่งใหญ่ และประเทศจีนก็เป็นประเทศศูนย์กลางของโลกที่เจริญยิ่งใหญ่เช่นกัน    ฉะนั้นการตั้งสมมุติฐานแตกต่างจากความเชื่อ การเสนอนวัตกรรม การแนะนำปรับความสัมพันธ์กับต่างชาติล้วนถูกมองเป็นสิ่งที่เหลวไหล และล้มล้างความเชื่อ ราชวงศ์ชิงจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้า กับอำนาจท้าทายของตะวันตกที่มาจากทางทะเล

                 ในศรรตวรรษที่ 19     แรงกดดันจากภายในประเทศเริ่มจากปัญหาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากขณะนั้นประชากรจีนมีอยู่ 300 ล้านคน แต่ประเทศไม่มีอุตสาหกรรมหรือการค้าเพียงพอที่จะรองรับแรงงานที่มีอยู่ การไม่มีที่ดินทำกิน การฉ้อราษฏร์บังหลวง ล้วนก่อความไม่พอใจและทำให้เกิดการลุกฮือในหลาย ๆ จุดของประเทศ สมาคมลับเช่น สำนักบัวขาวหรือไป๋เหลียนเจี้ยว ในทางเหนือ สมาคมฟ้าดินหรือเทียนตี้ฮุ่ย  ในทางใต้ ได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อต่อต้านและโค่นล้มราชวงศ์ชิง

                 การท้าทายจากอำนาจตะวันตกในที่สุดประเทศจีนก็หลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญกับอำนาจทางตะวันตกดั่งเช่นประเทศในเอเชียทั้งหลาย   โปร์โตเกสเป็นชาติแรกที่เข้ามาและวางรากฐานที่มาเก๋า     และผูกขาดการค้าต่างประเทศของจีนทั้ง-หมดที่ท่าเรือกว่างโจวหรือกวาเจา  หลังจากนั้นตามมาด้วยสเปน อังกฤษและฝรั่งเศส

                 การค้าต่างประเทศในสมัยนั้น ยังไม่มีกฏหมายที่ยึดปฏิบัติเป็นมาตรฐานคงใช้วิธีปฏิบัติที่สืบเนื่องกันมาเป็นร้อย ๆ ปี ขณะเดียวกันราชวงศ์ชิงเองมีทัศนะที่ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่งพาต่างประเทศ จึงเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องของประเทศตะวันตกที่ทำข้อตกลงทางการค้าที่เสมอภาคกัน อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์ชิงกับให้อภิสิทธิแก่ประเทศรัสเซีย  เนื่องจากเกรงด้านความปลอดภัยทางเหนือที่พระเจ้าซาร์ได้ส่งกำลังเข้ามารุกรานแถบไฮหลงเจียง จนพ่ายแพ้แก่รัฐเซีย และได้เซ็นข้อตกลง Nerchinsk(Treaty of Nerchinsk) ในปี 1689 และข้อตกลงKiakhta(Treaty of Kiakhta)  ในปี 1727  ซึ่งล้วงเป็นข้อตกลงที่ทางจีนเสียเปรียบ ประเทศตะวันตกที่เหลือจึงต้องติดต่อค้าขายเฉพาะที่เมืองท่ากว่างโจวโดยผ่านตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งเพียงไม่กี่ราย

                 นอกจากสาเหตุด้านการค้าแล้ว ในศรรตวรรษที่ 13 เป็นต้นมายังมีปัญหาด้านศาสนา  เมื่อศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคพยายามเข้าเผยแพร่ในประเทศจีน จนถึงศรรตวรรษที่ 19 ยังมีคนเพียงไม่กี่แสนคนเท่านั้นที่หันมานับถือศาสนาคริสต์   แต่ส่วนใหญ่นับถือนิกายเยซูอิตส์ (Jesuits)นิกายเยซูอิตส์เข้ามาโดยการทุ่มเทให้ความรู้กับวิธีการทำปฏิทิน   ภูมิ-ศาสตร์ คณิตศาสตร์ แผนที่ ดนตรี ศิลปะ สถาปัตยกรรม ตลอดจนการทำปืนใหญ่ แนวทางของเยซูอิตส์พยายามปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตของชาวจีน  และได้รับการประนามจากผู้นำศาสนาในปี 1704 ว่าเป็นการทำลายลัทธิข่งจื่อโดยเฉพาะในการกราบไหว้บรรพบุรุษ เหตุการณ์นี้ทำให้ความเคลื่อนไหวของคริสเตียนอ่อนแอลงอย่าวรวดเร็ว

 

 

 Copyright(c) 2006 Mrs.Pornphan Vnitchhattakij Mrs.Uraiwan Saelim Mrs.Natha Vijintanasan.All rights reserved.

  จำนวนผู้เข้าใช้งาน
ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2549

thaigoodview.com Version 13.0
บริหารและจัดการโดยทีมงานชาวมัธยมศึกษาและประถมศึกษา
e-mail: webmaster@thaigoodview.com