โรคอิไต-อิไต แปลกแต่จริง !



โรคอิไต-อิไต

 ที่มา : http://romphosai.com/forums/attachments/forum11/11259d1165677965-itai_itai-jpg

  

ชื่อโรค --- อิไต-อิไต

ชื่อภาษาอังกฤษ --- Itai-itai disease

ชื่อภาษาญี่ปุ่น --- イタイイタイ病 (i ta i i ta i bi yo u - อิทะอิอิทะอิบิโยะอุ)

ไม่ปรากฏผู้ค้นพบ --- แต่ปรากฏโรคนี้ครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น แถบแม่น้ำจินสุ เขตโตยามา 

โรคนี้จัดอยู่ในประเภท --- โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหาร

 

ความเป็นมาของโรคนี้ --- โรคอิไต-อิไต (คำว่า อิไต-อิไต แปลว่า โอ๊ย โอ๊ย)ปรากฎขึ้นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น แถบแม่น้ำจินสุ เขตโตยามา เนื่องมาจากมีการทิ้งขี้แร่จากการทำเหมืองสังกะสีลงในแม่น้ำสายนี้ ขี้แร่นี้มีแคดเมียมปนเปื้อนอยู่ ชาวบ้านที่ใช้น้ำจากแม่น้ำหรือได้รับแคดเมียมทางอ้อมจากแม่น้ำ เกิดเป็นโรคไต กระดูกผุ เจ็บปวดบริเวณหลังและเอวอย่างรุนแรงมาก และการมีเด็กพิการในอัตราสูงผิดปกติ จึงเป็นที่มาของโรคอิไต-อิไต

 

สาเหตุของโรค --- มาจากการได้รับแคดเมียมในปริมาณมากเกินไป การสัมผัสแคดเมียมเข้าสูร่างกาย อาจได้จากการกินอาหาร ดื่มน้ำ หรือการหายใจเอาฝุ่นผงแคดเมียม มีบางรายอาจได้จากการสูบบุหรี่ โดยแคดเมียมที่รับเข้าไปจะถูกสะสมที่ตับและไตได้เป็นเวลานาน

 

อาการของโรค --- ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแขน ขา (extremity pain), มีวงแหวนแคดเมียม (yellow ring), ปวดกระดูก (Bone pain), ปวดข้อ (joint pain), มีความผิดปกติที่กระดูกสันหลัง ทำให้มีลักษณะเตี้ย หลังค่อม อาการระยะสุดท้าย ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีความผิดปกติของ เมทาบอลิซึม โดยส่วนใหญ่ เสียชีวิตจากภาวะไตวาย และการเสียสมดุลของเกลือแร่ (Electrolyte Imbalance)
การเกิดพิษมักพบได้ 2 ลักษณะ คือ
1) ความเป็นพิษเฉียบพลัน จากการหายใจเอาฝุ่น ละอองไอแคดเมียม แล้วมีอาการภายหลังสัมผัส 2-3 ชั่วโมง โดยมีอาการไอ เจ็บหน้าอก เหงื่อออก หนาวสั่นคล้ายอาการติดเชื้อทั่วไป มีอาการระคายเคืองอย่างแรงในปอด หายใจลำบาก ไอ และอ่อนเพลีย

2) ความเป็นพิษแบบเรื้อรัง ผลกระทบต่อทางเดินหายใจ ไตถูกทำลาย มีโปรตีนในปัสสาวะ ร่างกายขับกรดอะมิโน กลูโคส แคลเซียม และฟอสเฟตในปัสสาวะมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นนิ่วในปัสสาวะได้

 

การตรวจวินิจฉัย --- ผู้ป่วยได้รับพิษจากแคดเมียม ส่วนใหญ่มักใช้ผลการตรวจพิเศษ หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยัน เช่น การฉายภาพรังสีทรวงอก ตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด ตรวจปัสสาวะ และเลือด เพื่อหาระดับของแคดเมียม องค์การอนามัยโลกกำหนดค่าปกติ แคดเมียมในปัสสาวะ < 2 ไมโครกรัม/กรัมครีอาตินีน และค่าสูงสุดที่อนุญาตให้มีได้ 10 ไมโครกรัม/กรัมครีอาตินีน และแคดเมียมในเลือด 5 ไมโครกรัม/ลิตร และค่าสูงสุดที่อนุญาตให้มีได้ 10 ไมโครกรัม/ลิตร 

 

วิธีการป้องกันและการปฏิบัติตน --- ผู้ที่มีโอกาสจะได้รับพิษแคดเมียมคือ คนงานในอุตสาหกรรมชุบหรือเชื่อมโลหะ คนงานเคาะพ่นสีรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ที่มีการใช้ความร้อนหรือเปลวไฟในการอ๊อกเหล็กที่มีแคดเมียมผสมหรือเคลือบอยู่ การสูดไอของโลหะแคดเมียมเข้าไประยะยาว แคดเมียมจะไปสะสมที่กระดูก ทำให้กระดูกผุ มีอาการเจ็บปวดมาก เมื่อได้รับแคดเมียมสะสมมากๆ จะสังเกตเห็นวงสีเหลืองที่โคนของซี่ฟัน ซึ่งจะขยายขึ้นไปเรื่อยๆจนอาจเต็มซี่ ถ้าขนาดของวงยิ่งกว้างและสียิ่งเข้ม ก็แสดงว่ามีแคดเมียมสะสมมาก มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าแคดเมียมออกไซด์เป็นสารก่อมะเร็งที่ไตและต่อมลูกหมาก นอกจากนั้นยังทำอันตรายต่อไต ทำให้สูญเสียประสาทการดมกลิ่นและทำให้เลือดจาง ถ้าได้รับปริมาณมากระยะสั้นๆ จะมีอาการจับไข้ หนาวๆร้อนๆ ปวดศีรษะ อาเจียน อาการนี้จะเป็นได้นานถึง 20 ชั่วโมงแล้วตามด้วยอาการเจ็บหน้าอก ไอรุนแรง น้ำลายฟูม

              ดังนั้น เมื่อใดมีไอของแคดเมียม เช่นจากการเชื่อมเหล็กชุบ ควรใช้หน้ากากป้องกันไอและฝุ่นของแคดเมียม หรือสารประกอบแคดเมียมในขณะทำงาน

 

สะท้อนความคิด !!

เหตุผลที่สนใจโรคนี้ --- เพราะเคยรู้จักแต่โรคมินามาตะที่เกิดขึ้นจากการได้รับสารปรอทมากเกินไป แต่เมื่อลองค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตจึงได้พบโรคนี้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการได้รับสารพิษที่มากเกินไปเช่นเดียวกับโรคมินามาตะ จึงสนใจอยากศึกษา

 

ความคิดเห็นต่อโรคนี้ --- เป็นโรคที่อันตรายสำหรับคนที่อยู่ใกล้บริเวณ 1.โรงงานชุบโลหะ 2.โรงงานทำปุ๋ย 3.โรงงานถลุงโลหะ 4.โรงงานแบตเตอรี่ เพราะโรงงานเหล่านี้เป็นต้นเหตุของการปล่อยสารแคดเมียมสู่บรรยากาศ ทำให้ประชาชนสูดดมเข้าไปเกิดการสะสมในร่างกาย เป็นโรคที่อาจไม่พบบ่อยนักแต่หากเกิดขึ้นแล้วจะเป็นอันตรายอย่างมากต่อชีวิต

 

แหล่งสืบค้นข้อมูล

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

- http://www.chemtrack.org/News-Detail.asp?TID=1&ID=77

- http://th.wikipedia.org/wiki/

- http://techno.msu.ac.th/fn/ecenter/heavy_metal/html/metal%20unit4-2.htm

- http://romphosai.com/forums/forum11/thread3491.html

- http://thai-good-health.blogspot.com/2008/02/blog-post_04.html

- http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4031102/lesson10/lesson10.4.html

- http://dek-d.com/board/view.php?id=1017973


kalayarat's picture

ขอบคุณค่ะ ตรวจแล้ว

.กัลยารัตน์   เมธีวีรวงศ์


sss27122's picture

โรคนี้แปลกจริงๆ