โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis)



อาการ

 

รูปภาพ การสังเกตุอาการผู้ที่เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

  ที่มา http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/2/26/Symptoms_of_Meningitis.svg/351px-Symptoms_of_Meningitis.svg.png

อาการที่เป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนมาก และคอแข็ง(คอแอ่นไปข้างหลัง และก้มไม่ลง)  ผู้ป่วยส่วนมากจะบ่นปวดทั่วศรีษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามีการเคลื่อนไหวของศีรษะ (เช่น ก้มศรีษะ) มักจะปวดติดต่อกันหลายวัน และอาจรู้สึกปวดคล้ายศีรษะจะระเบิด กินยาแก้ปวดก็ไม่ช่วยให้ทุเลาส่วนอาการไข้ อาจมีไข้สูงตลอดเวลาหรือไข้ต่ำ ๆ ก็ได้ แล้วแต่สาเหตุ 
ถ้ามีสาเหตุจากพยาธิอาจมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ก็ได้ ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา ต่อมาผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย สับสน ซึมเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมดสติ นอกจากนี้ยังอาจมีอาการกลัวแสง  เห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก แขนขาเป็นอัมพาตหรือชักติด ๆ กันนาน ๆ ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ อาการอาจไม่ค่อยชัดเจน อาจมีไข้สูง กระสับกระส่าย ร้องไห้เสียงแหลม อาเจียน ชัก และกระหม่อมโป่งตึง
อาจตรวจไม่พบอาการคอแข็ง

ในผู้ป่วยที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันชนิดเป็นหนอง อาจมีอาการคล้ายไข้หวัด หรือเจ็บคอนำมาก่อนสัก 12-14 ชั่วโมง แล้วจึงเกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน คอแข็งในรายที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อเมนิงโกค็อกคัส (Meningococcal meningitis)
อาจมีผื่นแดงจ้ำเขียวขึ้นตามผิวหนังร่วมด้วยและอาจเกิดภาวะช็อกอย่างรวดเร็ว โรคนี้อาจพบระบาดได้สามารถติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ชาวบ้านเรียกว่า ไข้กาฬหลังแอ่น (แปลว่า ไข้ออกผื่นร่วมกับอาการหลังแอ่น หรือ คอแอ่น คอแข็ง)

ในรายที่เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส มักมีอาการเกิดขึ้นเฉียบพลันด้วย อาการไข้ ปวดศีรษะอาเจียน คอแข็ง ซึม หรือ ชัก ส่วนมากจะมีอาการอยู่ประมาณ 2 วันถึง 2 สัปดาห์ แล้วจะค่อย ๆ หายจนเป็นปกติ ส่วนน้อยอาจมีโรคแทรกซ้อน ถ้ามีสาเหตุจากเชื้อวัณโรคหรือเชื้อรา มักจะมีอาการเป็นไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน นำมาก่อนประมาณ 2-3สัปดาห์ ต่อมาจึงมีอาการคอแข็ง ปวดศรีษะรุนแรง หรือชัก 

ถ้ามีสาเหตุจากพยาธิ มักมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนคอแข็ง บางคนอาจมีอาการอัมพาตของใบหน้าหรือแขนขา ถ้ามีสาเหตุจากตัวจี๊ด อาจมีประวัติอาการของโรคพยาธิตัวจี๊ดนำมาก่อน

อาการแทรกซ้อน

มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือได้รับการรักษาช้าไป มักพบในผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อวัณโรค, เชื้อเมนิงโกค็อกคัส) เชื้อราและพยาธิภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ เช่น แขนขาเป็นอัมพาต หูหนวกตาเหล่ ปากเบี้ยว โรคลมชักสมองพิการ , ปัญญาอ่อน,  น้ำคั่งในสมองหรือไฮโดรเซฟาลัส (hydrocephalus), ฝีในสมอง เป็นต้น

การตรวจและวินิจฉัย

ถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวินิจฉัยและให้การรักษาอย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ เนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบเฉียบพลันจากเชื้อแบคทีเรียอาจทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง ส่วนหนึ่งของการตรวจร่างกายจะต้องตรวจระบบประสาทอย่างละเอียด รวมถึงการตรวจศีรษะ คอ หูและผิวหนัง เพื่อหาต้นตอของการติดเชื้อ

       

รูปภาพ การเจาะไขสันหลังเพื่อตรวจน้ำในไขสันหลังว่ามีการติดเชื้อหรือไม่

ที่มา http://www.dkimages.com/discover/previews/961/50311583.JPG

http://graphics8.nytimes.com/images/2007/08/01/health/adam/9587.jpg

การตรวจที่สำคัญที่สุดได้แก่ การเจาะไขสันหลังโดยใช้เข็มสอดเข้าระหว่างข้อกระดูกสันหลังตอนล่างเพื่อดูดน้ำหล่อไขสันหลังไปตรวจ ถ้าน้ำหล่อไขสันหลังมีลักษณะขุ่นและมีเม็ดเลือดขาวมาก แสดงว่าการอักเสบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งสามารถยืนยันการวินิจฉัยและระบุชนิดของแบคทีเรียได้ โดยการเพาะเชื้อภายในห้องปฏิบัติการ การตรวจอื่น ๆ ได้แก่ ซีทีสแกน (CT scan) หรือเอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อดูว่ามีฝีในสมองหรือมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดการอักเสบหรือไม่


kalayarat's picture

ขอบคุณค่ะ  ตรวจแล้ว

อ.กัลยารัตน์